111660
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
76
207
1413
109121
4354
4519
111660

Your IP: 192.168.2.69
2019-08-20 08:39

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดโครงการพัฒนาศักยภาพการบังคับใช้กฎหมาย สร้างเสริมองค์ความรู้การปฏิบัติงานตามกฎหมายที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบให้กับนิติกรและผู้ปฏิบัติงานด้านนิติการ เพิ่มประสิทธิการให้บริการและการบังคับใช้กฎหมาย

         นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิด โครงการพัฒนาศักยภาพการบังคับใช้กฎหมาย ณ โรงแรมเอเซีย แอร์พอร์ท จังหวัดปทุมธานี วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ว่าการอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพการบังคับใช้กฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นิติกรและผู้ปฏิบัติงานด้านนิติการของกสร. ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายที่ได้มีการประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2562 จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ. 2562 รวมทั้งกฎหมายอื่นที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อให้บุคลากรดังกล่าวได้มีความรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญ บทบาทหน้าที่ และแนวทางในการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานและร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


          นายวิวัฒน์ กล่าวต่อว่า โครงการพัฒนาศักยภาพการบังคับใช้กฎหมายจัดขึ้นระหว่างวันที่1-2 กรกฎาคม 2562 มีผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วยนิติกรและผู้ปฏิบัติงานด้านนิติการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค จำนวน 96 คน ทั้งนี้กสร.มุ่งหวังให้ผู้ที่ผ่านการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปให้บริการแก่ นายจ้าง ลูกจ้าง สถานประกอบกิจการเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งดำเนินการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มอบประกาศเกียรติคุณสถานประกอบกิจการแบบอย่างในการบริหารจัดการด้านยาเสพติด มุ่งคุ้มครองดูแลคุณภาพชีวิตแรงงาน ลดปัญหายาเสพติดในวัยแรงงาน พร้อมร่วมมือ ป.ป.ส. เดินหน้าคืนคนดีสู่สังคม

          นายสมบูรณ์ ตรัยศิลานันท์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ในฐานะประธานเปิดงานเสริมสร้างเจตคติที่ดีและสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายแรงงานป้องกันยาเสพติด พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณ สถานประกอบกิจการที่เป็นแบบอย่างในการบริหารจัดการด้านยาเสพติด เปิดเผยว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ดำเนินโครงการรณรงค์ ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยจัดทำระบบการบริหารจัดการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาเสพติด เพื่อคุ้มครองดูแลแรงงานและครอบครัว ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นกำลังแรงงานที่มีคุณภาพให้กับสถานประกอบกิจการและประเทศชาติ โดยได้เริ่มดำเนินโครงการโรงงานสีขาวตั้งแต่ปี 2544 และมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ (มยส.) ตั้งแต่ปี 2556 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีสถานประกอบกิจการที่ผ่านเกณฑ์โรงงานสีขาว 53,631 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง 4,957,660 คน และผ่านเกณฑ์มาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในสถานประกอบกิจการ 6,648 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง 1,325,871คน

         นายสมบูรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับในปี 2562 นี้ กสร. ได้ประสานความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ดำเนินโครงการ “สถานประกอบการร่วมใจให้โอกาสผู้เสพติดคืนคนดีสู่สังคม” โดยส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการให้โอกาสผู้เสพผู้ติดยาเข้ารับการบำบัดรักษาและรับกลับเข้าทำงาน ซึ่งมีสถานประกอบกิจการที่ผ่านเกณฑ์ทั่วประเทศ จำนวน 91 แห่ง ทั้งนี้ จากการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า สถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงาน โดยการมีส่วนร่วมในการป้องกันแรงงานไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในทุกรูปแบบ ทั้งการเป็นผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด หรือการเป็นผู้ค้ารายย่อยในสถานประกอบกิจการ ตลอดจนยังให้โอกาสแก่แรงงานที่เป็นผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดได้เข้ารับการบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตตามปกติในสังคมและรับกลับมาทำงานได้ สถานประกอบกิจการเหล่านี้จึงถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการบริหารจัดการปัญหายาเสพติด และเนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2562 กสร.จึงได้จัดให้มีพิธีประกาศเกียรติคุณสถานประกอบกิจการที่เป็นแบบอย่างในการบริหารจัดการปัญหายาเสพติดขึ้น ในวันที่ 27 มิถุนายน 2562 ณ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ โดยมีสถานประกอบกิจการเข้ารับมอบใบประกาศโรงงานสีขาว 159 แห่ง รับมอบ ใบประกาศ มยส. 99 แห่ง และรับมอบใบประกาศคืนคนดีสู่สังคม 9 แห่ง ทั้งนี้ การจัดพิธีประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ กสร. มุ่งหวังให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบกิจการอื่น ๆ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ รวมทั้งให้สถานประกอบกิจการและแรงงานมีส่วนร่วมเป็นพลังแผ่นดินในการต่อต้านยาเสพติด และให้โอกาสเพื่อคืนคนดีสู่สังคมต่อไป

  

  

อธิบดีกสร. ให้ผู้แทน Walmart เข้าพบ หารือการดำเนินการคุ้มครองแรงงานของไทย ชูประเด็นการค้าบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อแรงงาน ด้านกสร. ย้ำบทบาทในการพิทักษ์สิทธิแรงงาน พร้อมส่งเสริมให้สถานประกอบการใช้ TLS และ GLP ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการระดับสากล

         นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า วันที่ 13 มิถุนายน 2562 ได้ให้คุณ Anbinh Phan ผู้แทน Walmart ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ที่มีการสรรหาผลิตภัณฑ์จากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเพื่อไปจำหน่ายในร้านค้าในเครือของบริษัท เข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองแรงงานของประเทศไทย โดยผู้แทน Walmart ได้แสดงจุดยืนในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบทางสังคมโดยเฉพาะด้านแรงงานที่ครอบคลุมถึงคู่ค้าของบริษัทด้วย ทั้งนี้ กสร.ได้ชี้แจงนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองแรงงานโดยการตรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การสร้างการรับรู้เกี่ยวสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายแก่นายจ้าง ลูกจ้าง ทั้งลูกจ้างไทยและลูกจ้างต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศ การพัฒนาความรู้และประสิทธิภาพในการตรวจคุ้มครองแรงงานของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมทั้งได้ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการนำมาตรฐานแรงงานไทย (TLS) หรือแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practices : GLP) ไปปฏิบัติใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานด้วย

          อธิบดี กสร.กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสดังกล่าวนี้ผู้แทน Walmart ได้ชื่นชมการดำเนินการของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญและดำเนินการคุ้มครองแรงงานอย่างจริงจังมาโดยตลอด ซึ่งจากการหารือในครั้งนี้ กสร. มุ่งหวังว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างชาติว่าประเทศไทยมีการคุ้มครองดูแลแรงงานอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และไม่มีการใช้แรงงานบังคับ นอกจากนี้ กสร. และ Walmart จะได้มีการประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และแนวทางในการดำเนินการเพื่อยกระดับการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานต่อไปในอนาคต

          วันพุธที่ 26 มิถุนายน 2562 เวลา 08.30 น. นายสมควร สกุลเทวัญพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 10 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สรพ.10 ร่วมกิจกรรมเดินรณรงค์เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก จัดโดยสำนักงานเขตมีนบุรี ในวันพุธที่ 26 มิถุนายน 2562 เพื่อรณรงค์สร้างกระแสของการมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภายใต้คำขวัญ “มุ่งมั่น แก้ไข ขจัดยาเสพติด” ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร บรรยากาศคึกคัก มีผู้ร่วมงานจำนวนมาก ภายในงานมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และมีพิธีเปิดกิจกรรมฯ โดยหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันกล่าวปฏิญาณตน ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านยาเสพติด ทั้งนี้ มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ในพื้นที่กว่า 700 คน ร่วมกิจกรรมฯ อาทิ สำนักงานเขตมีนบุรี, สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 10, ทหารกองร้อยรักษาความสงบ (พัน.ซบร.กรม สน.พล.ร9), สถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี, สถานีตำรวจนครบาลร่มเกล้า, สถานีตำรวจนครบาลฉลองกรุง, สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 4, อาสาสมัครกรุงเทพมหานครเฝ้าระวังภัยและยาเสพติดเขตมีนบุรี, อปพร.เขตมีนบุรี, เรือนจำพิเศษมีนบุรี เป็นต้น

 

กระทรวงแรงงาน จัดงานวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก ประจำปี 2562 รวมพลังภาคีเครือข่ายต่อต้านการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย พร้อมจับมือ ILO สถิติ แถลงความสำเร็จของรายงานการสำรวจเด็กทำงานในประเทศไทย ประจำปี 2561 พบแรงงานเด็กภาคเกษตรกรรมมากสุด เหตุความยากจนนำเด็กสู่ตลาดแรงงาน

         นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน วันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก ประจำปี 2562 ว่า จากการที่ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กอย่างจริงจังมาโดยตลอด เป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กเข้าสู่การทำงานน้อยลง และส่งผลต่อสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กในภาพรวมของประเทศไทยดีขึ้น โดยผลการประเมินสถานการณ์แรงงานเด็กของประเทศสหรัฐอเมริกาจัดสถานะ ให้ประเทศไทยอยู่ในระดับมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดเจน (Significant Advancement) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2559 และปี 2560 ติดต่อกันเป็น 1 ใน 17 ประเทศ จาก 132 ประเทศ และเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ได้ระดับนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงได้ร่วมมือกับ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ร่วมกันดำเนินการสำรวจการทำงานของเด็กในประเทศไทย พ.ศ. 2561 ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานเด็กของประเทศ และจะนำไปสู่การจัดทำนโยบาย การดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานเด็ก และป้องกันปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม

  

         นายวิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า โครงการสำรวจการทำงานของเด็กในประเทศไทย พ.ศ. 2561 ได้ดำเนินการสำรวจ พร้อมกันทั่วประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2561 ซึ่งขณะนี้การสำรวจได้เสร็จสิ้นลงแล้วและได้จัดทำเป็นรายงานพร้อมเผยแพร่สู่สาธารณชน โดยถือว่าเป็นรายงานผลการสำรวจแรงงานเด็กฉบับแรกของประเทศไทยที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้เข้ามาร่วมให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทางด้านวิชาการเพื่อทำให้ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจเป็นที่ยอมรับและเป็นไปตามมาตรฐานสากล เนื่องจากฐานข้อมูลที่ได้จะสามารถนำไปใช้ในการเปรียบเทียบกับผลการสำรวจแรงงานเด็กของประเทศต่าง ๆ ได้ จากการสำรวจสรุปได้ว่า สาเหตุที่เด็กต้องมาทำงานก่อนวัยอันควรมีปัญหาทางเศรษฐกิจที่เด็กต้องออกมาช่วยครอบครัวหารายได้เนื่องจากความยากจน เมื่อเด็กมาทำงานอาจได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งในด้านปัจจัยทางร่างกายของเด็กที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ รวมทั้งสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งมีเด็กทำงานกระจายอยู่ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม และนายจ้างบางส่วนที่จ้างลูกจ้างเด็กอายุ 15-18 ปี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จากรายละเอียดผลการสำรวจดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กในการหาแนวทางป้องกันแก้ไขต่อไป