111636
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
52
207
1389
109121
4330
4519
111636

Your IP: 192.168.2.69
2019-08-20 08:00

          วันที่ 10 มิถุนายน 2562 ณ โรงแรมฮิพ กรุงเทพ ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นประธานเปิดการอบรมการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อสร้างการเรียนรู้ด้านการเงินและสร้างวินัยการออมเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน ตามโครงการกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานกับบทบาทในการส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของผู้ใช้แรงงาน


          การอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมซึ่งประกอบด้วยผู้แทนสถานประกอบกิจการ ผู้แทนสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวม 24 คน มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการด้านการเงินและการออมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปขยายผลต่อบุคคลในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และสามารถเป็นวิทยากรเครือข่ายร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านการเงินและสร้างวินัยในการออมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อลดปัญหาหนี้สินและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบกิจการเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ร่วมกับ BTS ขับเคลื่อน Safety Thailand สร้างจิตสำนึกด้าน ความปลอดภัยให้พนักงาน ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ พร้อมจัดกิจกรรมติดป้ายโปสเตอร์รณรงค์ลดอุบัติเหตุในการทำงานในสถานีรถไฟฟ้า BTS 43 สถานี และศูนย์ซ่อมบำรุง

          นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมขับเคลื่อน Safety Thailand สร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการทำงานให้พนักงาน ณ สถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ว่า กสร. ได้ร่วมกับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ในการลดอุบัติเหตุในการทำงานและรณรงค์เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน ตามนโยบาย Safety Thailand ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างสรรค์ให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงาน ทั้งนี้ที่ผ่านมา BTS ได้มีการดำเนินการในเรื่องความปลอดภัยในการทำงานอยู่แล้ว และจากข้อมูล บริษัทฯ มีอัตราการประสบอันตรายของพนักงานไม่มากและส่วนใหญ่ไม่ใช่กรณีร้ายแรง อย่างไรก็ตามปัจจุบันทาง BTS ได้มีการขยายการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้นทั้งในส่วนของการให้บริการและการซ่อมบำรุง อีกทั้ง มีบุคลากรเพิ่มขึ้น จึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยเพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย สำหรับกิจกรรมในวันนี้เป็นการเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างกสร. และ BTS โดยการปิดป้ายโปสเตอร์ Safety Thailand ร่วมขับเคลื่อนลดอุบัติเหตุ ในการทำงานในสถานีรถไฟฟ้า BTS ทั้ง 43 สถานี และในส่วนของการซ่อมบำรุง เพื่อกระตุ้นเตือนให้พนักงาน ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงานเป็นลำดับแรก และจะดำเนินการสร้างการรับรู้เรื่องความปลอดภัยในการทำงานให้แก่พนักงานต่อไปอย่างต่อเนื่อง


          นายวิวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือด้านความปลอดภัยในการทำงานระหว่างกสร. และ BTS ในครั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนมาตรการในการลดจำนวนอุบัติเหตุจากการทำงานจนเป็นเหตุให้หยุดงานเกิน 3 วัน ให้เป็นศูนย์ ตลอดจนร่วมกันพัฒนาการดำเนินงานเพื่อเป็นต้นแบบด้านความปลอดภัยในการทำงาน และคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในปีถัดไป เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน BTS ต่อไป

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาคู่ค้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทย ระหว่าง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันพัฒนาสถานประกอบกิจการระดับห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ให้มีระบบบริหารจัดการด้านแรงงานได้ตามมาตรฐานแรงงานไทย

          วันนี้ (29 พ.ค. 2562) เวลา 10.00 น. ณ อาคารซี.พี.ทาวเวอร์ ชั้น 30 ถนนสีลม กรุงเทพมหานคร นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การพัฒนาคู่ค้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทย ร่วมกับ นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) โดยนายวิวัฒน์ ได้เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องอยู่บนพื้นฐานกรอบจริยธรรม มีความรับผิดชอบด้านสังคม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จึงจะสามารถยืนหยัดอยู่บนเวทีการค้าโลกได้ ดังนั้น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงได้มุ่งมั่นที่จะส่งเสริม และขับเคลื่อนให้สถานประกอบกิจการนำระบบมาตรฐานแรงงานไทย หรือ มรท.8001-2553 (Thai Labour Standard : TLS) ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐานสากลไปใช้ในการพัฒนาการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดเงื่อนไขทางการค้าด้านแรงงาน โดยในปี 2561 มีสถานประกอบกิจการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงานไทยแล้ว จำนวน 1,537 แห่ง เป็นผู้ประกอบกิจการส่งออก 719 แห่ง คิดเป็นมูลค่าการส่ง 258,870 ล้านบาท ส่งผลให้ลูกจ้างมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า 3 แสนคน และคาดว่าในปี 2562 จะมีกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกตลอดห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงานไทยเพิ่มมากขึ้น

         นายวิวัฒน์ ตังหงส์ กล่าวต่อว่า สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ในวันนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันพัฒนาสถานประกอบกิจการให้มีระบบบริหารจัดการด้านแรงงานได้ตามมาตรฐานแรงงานไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน และสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจไทย โดยเฉพาะสถานประกอบกิจการระดับห่วงโซ่การผลิต หรือ Supply Chain ซึ่งเป็นกลุ่มคู่ค้าธุรกิจขนาดกลาง มีแรงงานต่อสถานประกอบกิจการเฉลี่ย 15 -20 คน ทั้งนี้ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) เป็นสถานประกอบกิจการที่ประกอบธุรกิจส่งวัตถุดิบให้แก่บริษัทในเครือซีพีซึ่งเป็นบริษัทส่งออกรายใหญ่ และมีผู้ประกอบการเครือข่ายกว่า 300 ราย มีแรงงานเกี่ยวข้อง รวมกว่า 6,000 คน การ MOU ในครั้งนี้ได้กำหนดเป้าหมายร่วมกันคือจะต้องมีผู้ประกอบการอย่างน้อย 300 รายเข้าร่วมและ ผ่านการประเมินตนเองตามข้อกำหนดของมาตรฐานแรงงานไทย ซึ่งกำหนดระยะเวลาสัมฤทธิ์ผลภายใน 3 ปี โดยในปีที่ 1 ตั้งเป้าให้มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 120 ราย จากนั้นเพิ่มขึ้น 100 รายในปีที่ 2 และเพิ่มขึ้น 80 รายในปีที่ 3 รวม 300 ราย ทั้งนี้ กสร. มุ่งหวังว่าการ MOU กับภาคเอกชนในครั้งนี้จะทำให้สถานประกอบกิจการมีระบบการบริหารจัดการด้านแรงงานได้ตามมาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือมีการใช้แรงงานอย่างมีจริยธรรม เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตลูกจ้าง สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในเวทีการค้าโลกได้อย่างยั่งยืน

กระทรวงแรงงาน ซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟโดยจำลองสถานการณ์จริง ประจำปี 2562 มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ดับเพลิง การอพยพคนและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยหากเกิดเหตุเพลิงไหม้ พร้อมย้ำให้สถานประกอบกิจการต้องปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัย

         นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการทำงาน โดยเฉพาะในสถานประกอบกิจการที่มีอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ และมีคนทำงานจำนวนมาก หากไม่มีการเตรียมการที่ดีเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียมากมายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้น การป้องกันมิให้เกิดเหตุสามารถทำได้ด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายทั้งในเรื่องของการประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบซ่อมแซมอุปกรณ์ การฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ กระทรวงแรงงาน เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 จึงได้จัดให้มีการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ โดยการจำลองสถานการณ์จริงเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับเพลิงด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการฝึกซ้อมหนีไฟให้แก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน รวมทั้งผู้ที่มาติดต่อราชการ และเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรหากเกิดเหตุเพลิงไหม้จริง ตลอดจนเป็นแบบอย่างให้กับสถานประกอบกิจการ รัฐวิสาหกิจ สถานศึกษา และหน่วยงานราชการอื่นๆ

   

         นายวิวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ได้กำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างทุกคนฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟพร้อมกัน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้มีผลบังคับใช้กับทุกสถานประกอบกิจการ จึงขอให้สถานประกอบกิจการและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ถือปฏิบัติฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟให้แก่บุคลากรในองค์กรของท่าน และหากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งปีหรือปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากสถานประกอบกิจการหรือหน่วยงานใดยังไม่มีความพร้อม สามารถประสานมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อขอคำแนะนำได้ โดยสามารถติดต่อ ได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด และ10 พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร หรือกองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ส่วนแยกตลิ่งชัน สำหรับหน่วยงานราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ขอให้นำแนวทางการดำเนินการดังกล่าวไปใช้ในการกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยในหน่วยงานตนเอง ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและ ผู้ที่มาติดต่อราชการ ซึ่งจะเป็นการขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand ต่อไป