296806
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
55
411
1354
293422
6970
8046
296806

Your IP: 192.168.2.69
2021-06-24 04:04

ผู้บริหาร

 

กระทรวงแรงงานอนุมัติเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 11.8 ล้านบาท เยียวยาความเดือดร้อนให้ลูกจ้างบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 858 คน และบริษัทอื่นๆ อีก 29 คน ที่ถูกเลิกจ้างและยังไม่ได้รับค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากนายจ้าง

        นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ในฐานะโฆษกกรม เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยถึงการช่วยเหลือเยียวยาความเดือดร้อนของลูกจ้างจำนวนมากที่ถูกบริษัทเลิกจ้าง ทั้งจากสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งอาจซ้ำเติมลูกจ้างหากยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้ตามกฎหมาย จึงได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เร่งรัด ติดตามการช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานได้กำหนดเป็นนโยบายและมาตรการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้จัดประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ครั้งที่ 6/2564 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2564 พิจารณาอนุมัติเงินสงเคราะห์กรณีอื่นนอกจากค่าชดเชยของลูกจ้าง จำนวน 887 คน เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 11,814,904.36 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้างบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 858 คน และบริษัทอื่นๆ อีก 29 คน ในการเยียวยาความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง

         นางโสภา เกียรตินิรชา โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกลไกที่กระทรวงแรงงานจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้แรงงานได้มีเงินในการดำรงชีพ อันเนื่องมาจากการถูกเลิกจ้าง ขาดรายได้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งหากลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเลิกจ้างกรณีไม่ได้รับค่าชดเชย หรือสิทธิประโยชน์อื่น เช่น ค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นต้น สามารถยื่นเรื่องขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครทุกพื้นที่ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผ่านเกณฑ์การประเมินรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2564 ขั้นตอนที่ 1จากคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการฯ จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดีเด่น ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม รางวัลการบริการภาครัฐ ระดับดี ประเภทพัฒนาการบริการ และรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทรางวัลเปิดใจใกล้ชิดประชาชน

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ประกาศรายชื่อหน่วยงานผ่านเกณฑ์การประเมิน รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2564 ขั้นตอนที่ 1 ซึ่งมีสาขาบริการภาครัฐและสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เป็นส่วนหนึ่งของรางวัลดังกล่าว โดยในปีนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานผ่านเกณฑ์การประเมินรางวัลในขั้นตอนที่ 1 จำนวน 3 รางวัล จากมติคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการ เกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพภาครัฐ ในการประชุมครั้งที่ 2/2564 ได้แก่ รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดีเด่น ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม จากผลงาน นิคมอุตสาหกรรมต้นแบบ GOOD LABOUR PRACTICES : GLP โดยผ่านกลไกการบริหารแบบมีส่วนร่วม รางวัลการบริการภาครัฐ ระดับดี ประเภทพัฒนาการบริการ จากผลงาน "TLS" "GLP": คุ้มครองสิทธิพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน และ รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทรางวัลเปิดใจใกล้ชิดประชาชน สำหรับรางวัลเลิศรัฐ เป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการมอบให้หน่วยงานภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐในการอำนวยความสะดวกและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รวมทั้งกระตุ้นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

           อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีความมุ่งมั่นสู่การให้บริการเป็นเลิศ ในการพัฒนาการบริการตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มีความต้องการพัฒนาการให้บริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทันต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้รับบริการ ทั้งนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ส่งเสริม สนับสนุน ให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผู้ใช้แรงงาน ตามหลักการปฏิบัติงานของกรมที่ว่า "กสร.คุ้มครองสิทธิ พัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน"

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ออกมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ในสถานประกอบกิจการ ส่งพนักงานตรวจแรงงานประสานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เข้าดูแลสถานประกอบกิจการกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะกิจการก่อสร้างขนาดใหญ่
         นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวชี้แจงว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ทำให้เกิดผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน หรือที่เรียกกันว่า Cluster ที่ขยายวงกว้างในสถานประกอบกิจการต่าง ๆ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจึงสั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หาแนวทางการยับยั้งการแพร่ระบาดในสถานประกอบกิจการกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะกิจการก่อสร้างขนาดใหญ่ จึงได้จัดทำประกาศ เรื่อง มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ในสถานประกอบกิจการ ฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ขอความร่วมมือสถานประกอบกิจการ นายจ้าง และลูกจ้าง ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันฯ อาทิเช่น ห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว ทั้งเข้าไปและออกจากพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตทำงานและพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส จัดให้มีมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบคัดกรองในสถานประกอบกิจการ อาทิ การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย การจัดหาแอลกอฮอล์ล้างมือ การควบคุมให้ลูกจ้างสวมหน้ากากอนามัย และประชาสัมพันธ์ให้ลูกจ้างทราบวิธีการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาในเบื้องต้นด้วยตัวเอง เป็นต้น ทั้งนี้ได้ส่งพนักงานตรวจแรงงานประสานทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ของสถานประกอบการ ทำหน้าที่ดูแลเฝ้าระวังคัดกรองไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อดังกล่าวได้
         อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบลูกจ้างเสี่ยงที่จะติดเชื้อ หรือติดเชื้อ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำเป็นต้องไปรับการตรวจรักษา หรือรับการชันสูตรทางการแพทย์ ให้นายจ้างอนุญาตให้ลูกจ้างใช้สิทธิลาป่วย หรือใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปีตามกฎหมายหรือตามตกลงกัน ทั้งนี้ หากสถานประกอบกิจการ นายจ้าง ลูกจ้าง มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่และการปฏิบัติตามแนวทางนี้ ให้ติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครทุกพื้นที่ หรือโทรศัพท์สวยด่วน 1546 หรือ 1506 กด 3

          กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ประกาศผลการคัดเลือกบุคคลและเครือข่ายแรงงานนอกระบบดีเด่น ประจำปี 2564 รณรงค์ทุกภาคส่วนของสังคมตระหนักถึงความสำคัญของแรงงานนอกระบบ พร้อมส่งเสริมให้แรงงานนอกระบบได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

             นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญในการวางรากฐานด้านแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบซึ่งมีอยู่จำนวนมากในปัจจุบัน ให้มีความรู้ สมรรถนะ และทักษะ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ สามารถรู้เท่าทันและปรับตัวให้มีอาชีพที่มั่นคง สามารถสร้างรายได้ และต่อยอดความรู้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้เล็งเห็นความสำคัญของแรงงานนอกระบบ จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมคัดเลือกบุคคลและเครือข่ายแรงงานนอกระบบดีเด่น ประจำปี 2564 โดยมีวัตถุประสงค์รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนของสังคมตระหนักถึงความสำคัญของแรงงานนอกระบบ สนับสนุนส่งเสริมให้แรงงานนอกระบบได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขในการทำงาน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวสู่สากล โดยในปี 2564 นี้ มีการคัดเลือกบุคคลและเครือข่ายแรงงานนอกระบบดีเด่น จำนวนทั้งสิ้น 12 คน จาก 3 สาขา ได้แก่ ผู้จ้างงาน นายจ้างแรงงานนอกระบบดีเด่น แรงงานนอกระบบดีเด่น และเครือข่ายแรงงานนอกระบบดีเด่น โดยสามารถดาวน์โหลดประกาศผลรางวัลฯ ได้ที่ www.labour.go.th

            ด้าน นางสมภาร คำภาหมี ผู้ได้รับรางวัลแรงงานนอกระบบดีเด่น กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทแรงงานนอกระบบดีเด่นในปีนี้ ที่ผ่านมาตนได้อุทิศตนในการทำงานด้านแรงงานนอกระบบ อาทิ  การเข้าร่วมประชุมโครงการสร้างความเข้มแข็งชมรมแรงงานนอกระบบ ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจัดขึ้น พร้อมกันนี้ตนได้ทำหน้าที่เป็นวิทยากร ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เยาวชนหรือเกษตรกรในชุมชนที่สนใจเรื่องการทอผ้า และการย้อมผ้าคราม อีกด้วย การได้รับรางวัลในครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจและเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม และประเทศชาติต่อไป

ก.แรงงาน มอบเงินกู้กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน 10 ล้านบาท แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานซีเคียวริคอร์ จำกัด ในสถานประกอบกิจการ บริษัทรักษาความปลอดภัย การ์ดฟอร์ซ แคชโซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำไปให้บริการแก่ผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เกิดการแพร่ระบาดในวงกว้างและมีอัตราการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับพี่น้องแรงงาน จึงได้ดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือแรงงานอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องแรงงานและสถานประกอบกิจการ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หาแนวทางในการดำเนินการส่งเสริมสภาพคล่องด้านการเงินให้แก่ลูกจ้าง นายจ้าง ผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการหรือรัฐวิสาหกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องแรงงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และแก้ไขปัญหาการกู้ยืมเงินนอกระบบ กรณีที่ไม่สามารถหาหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เพื่อพัฒนาให้พี่น้องแรงงานมีรายได้และมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

          นายอภิญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน ให้บริการเงินกู้แก่ผู้ใช้แรงงานโดยผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 กสร. ได้มอบเงินกู้กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน จำนวน 10 ล้านบาท ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานซีเคียวริคอร์ จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการที่จัดตั้งขึ้นใน บริษัท รักษาความปลอดภัย การ์ดฟอร์ซ แคชโซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีสมาชิกจำนวน 735 คน นำไปให้บริการแก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์เพื่อเสริมสภาพคล่องด้านการเงินและช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยปัจจุบันกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน ได้จัดโครงการเงินกู้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีวงเงินงบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการหรือรัฐวิสาหกิจ สามารถยื่นคำขอกู้เงินเพื่อนำไปให้บริการเงินกู้แก่ผู้ใช้แรงงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ได้ไม่เกินแห่งละ 10 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยสหกรณ์ออมทรัพย์ที่สนใจสามารถยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 กรกฎาคม 2564 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองสวัสดิการแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทรศัพท์ 0 2246 0383 หรือ 0 2248 6684