332307
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
163
234
163
330276
6844
9474
332307

Your IP: 192.168.2.69
2021-10-24 07:31

ผู้บริหาร

   

 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รณรงค์เชิญชวนนายจ้างร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ผ่านกิจกรรมโครงการโรงงานสีขาว และการจัดทำมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เนื่องในโอกาส 26 มิถุนายน วันต่อต้านยาเสพติดโลก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต้านยาเสพติดให้กับลูกจ้าง

     นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันในการแก้ไข ในส่วนของผู้ใช้แรงงาน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหายาเสพติดในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยกำหนดเป็นนโยบายสำคัญและให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจัดทำเป็นแผนปฏิบัติราชการ ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 – 2565)   ใน 2 ตัวชี้วัดได้แก่ จำนวนแรงงานได้รับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 1 ล้านคน และสถานประกอบกิจการมีระบบการจัดการด้านยาเสพติด 2,600 แห่ง ซึ่งผลการดำเนินงานในรอบ 8 เดือน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 – 31 พฤษภาคม 2564 มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ให้ลูกจ้างได้รับความรู้ 779,190 คน มีสถานประกอบกิจการเข้าร่วมโครงการโรงงานสีขาวและผ่านเกณฑ์ 1,537 แห่ง และในส่วนของสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป หรือสถานประกอบกิจการที่มีความพร้อม ได้ส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ (มยส.) ซึ่งมีข้อกำหนดและตัวชี้วัดในการประเมินระบบการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ชัดเจนมาขึ้น เช่น มีการจัดตั้งคณะทำงาน มาตรการการเฝ้าระวัง และช่วยเหลือบำบัดรักษา เป็นต้น ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันผ่านการจัดทำมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด (มยส.) แล้ว 307 แห่ง

      อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องในโอกาสวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก จึงขอความร่วมมือนายจ้างเจ้าของสถานประกอบกิจการเข้าร่วมโครงการโรงงานสีขาว ซึ่งเหมาะสำหรับสถานประกอบกิจการขนาดเล็กที่มีลูกจ้าง 1 ถึง 49 คน ในส่วนสถานประกอบกิจการที่มีความพร้อม  ด้านบุคลากร ขอให้จัดทำระบบ มยส. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต้านยาเสพติดให้กับลูกจ้าง แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นการรวมพลัง ทำความดีเพื่อขจัดสิ้นปัญหายาเสพติดและนำความสงบสุขคืนสู่สังคมไทย ผู้สนใจติดต่อได้ที่กองสวัสดิการแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทรศัพท์ 0 2245 0080 หรือที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ถึง 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ หรือโทรสายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546

   กสร.ประกาศผลการคัดเลือกรางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประจำปี 2564 พร้อมมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนางานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยในสถานประกอบกิจการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

   นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีและโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของแรงงานมาโดยตลอด จึงมอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะหน่วยงานหลักในการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย มุ่งส่งเสริมและพัฒนาการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ผ่านแนวทาง วิธีการ และกิจกรรมต่าง ๆ กรมจึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประจำปี 2564 เพื่อเปิดโอกาสให้นายจ้าง ลูกจ้างได้ร่วมมือกันพัฒนาและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ และสถานประกอบกิจการที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเป็นต้นแบบในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกจ้างด้านความปลอดภัยในการทำงานได้อย่างแท้จริง โดยในปีนี้มีสถานประกอบกิจการ ที่ผ่านการคัดเลือก 1,060 ราย ประกอบด้วยสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับประเทศ จำนวน 597 ราย คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานดีเด่นระดับประเทศ จำนวน 3 ราย หน่วยงานความปลอดภัยดีเด่นระดับประเทศ จำนวน 2 ราย เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (ทุกระดับ) ดีเด่นระดับประเทศ จำนวน 22 ราย และสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับจังหวัด จำนวน 436 ราย โดยสามารถดาวน์โหลดประกาศผลการคัดเลือกฯ ได้ที่ http://osh.labour.go.th

   โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมมีเจตนารมณ์แน่วแน่ที่ต้องการส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการมีการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน อีกทั้งนายจ้าง ลูกจ้างมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการประสบอันตรายเจ็บป่วยหรือโรคเนื่องจากการทำงานและมีการพัฒนาระบบการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยสถานประกอบกิจการที่ได้รับรางวัลและอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะได้เข้ารับรางวัล ในงาน Thailand Labour Management Excellence Award 2021 ในเดือนกันยายน 2564 และสำหรับสถานประกอบกิจการที่อยู่ส่วนภูมิภาค กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้มอบหมายให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด เป็นผู้ดำเนินการมอบรางวัลให้แก่สถานประกอบกิจการต่อไป

       กสร.จัดอบรมโครงการพัฒนาทรัพยากรแรงงาน หลักสูตรการเสริมสร้างวินัยการทำงานในสถานประกอบกิจการ รุ่นที่ 1 สร้างการรับรู้ให้นายจ้าง ลูกจ้าง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบ และความรับผิดชอบในการทำงานในสถานประกอบกิจการเพื่อให้นายจ้าง และลูกจ้างสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้สถานการณ์โควิด-19

      นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของท่านพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความมุ่งมั่นที่พัฒนาทรัพยากรแรงงาน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิ และพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน จึงดำเนินการตามภารกิจเพื่อส่งเสริมความมุ่งมั่นของกระทรวงแรงงานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ผ่านการจัดฝึกอบรมโครงการพัฒนาทรัพยากรแรงงาน หลักสูตร การเสริมสร้างวินัยการทำงานในสถานประกอบกิจการ รุ่นที่ 1 ซึ่งเป็นโครงการสร้างการรับรู้ให้นายจ้าง ลูกจ้าง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายแรงงาน  ระเบียบ วินัย และความรับผิดชอบในการทำงานร่วมกัน เสริมสร้างทัศนคติให้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงาน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19)  อีกทั้งยังให้ความรู้ความเข้าใจตามหลักความสมดุลระหว่าง เงิน และความสุขในชีวิต ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข การฝึกอบรมในครั้งนี้เป็นการฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 25 มิถุนายน 2564 มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมประกอบด้วย นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 100 คน

      นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเปิดอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมพัฒนาทรัพยากรแรงงานอีกหลายหลักสูตร สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปลงทะเบียนการฝึกอบรมได้ ผ่านช่องทาง  https://eservice.labour.go.th/

   กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพิ่มช่องทางการให้บริการเงินกู้ใหม่ด้วยระบบ e-Service เน้นอำนวยความสะดวก และสร้างความรวดเร็วเพื่อผู้ใช้แรงงาน พร้อมเชิญชวนสหกรณ์ออมทรัพย์เข้าใช้งาน

   นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า เทคโนโลยี e-Service เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถภาครัฐในการบริการประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ ถือเป็นการปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกทางด้านดิจิทัลแบบครบวงจร และช่วยสร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่นของภาคประชาชนต่อระบบ e-Service ของภาครัฐ ตามนโยบายรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับนโยบายดังกล่าวมาปฏิบัติ โดยมอบให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นำเทคโนโลยี e-Service มาใช้บริการเงินกู้กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการ โดยกำหนดกรอบการให้บริการยื่นคำขอกู้ พร้อมแนบเอกสารประกอบการขอกู้เงิน ติดตามผลการยื่นคำขอกู้เงิน และรอแจ้งผลการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ ซึ่งมีขั้นตอนการใช้บริการที่ไม่ซับซ้อน พร้อมทั้งมีคลิปชี้แจงการใช้บริการฯ ผ่านเว็บไซต์กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เว็บไซต์กองสวัสดิการแรงงาน เว็บไซต์กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้สหกรณ์ฯ ได้ทราบถึงขั้นตอนการใช้งานของระบบ e-Service อีกทั้งกรมยังได้สนับสนุนให้สหกรณ์ฯ ทั่วประเทศใช้บริการเงินกู้กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานในช่องทางดังกล่าวด้วย

   อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ e-Service สำหรับการบริการเงินกู้กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานนี้เป็นระบบที่น่าสนใจไม่ซับซ้อน จึงขอเชิญชวนให้สหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการทั้งรายเก่าและรายใหม่ได้ทดลองใช้งาน โดยสามารถยื่นคำขอกู้เงินได้ที่เว็บไซต์กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน www.labour.go.th โดยคลิกเข้าเมนู e-Service ซึ่งจะเริ่มเปิดใช้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป นอกจากนี้กรมยังให้ความสำคัญกับการให้บริการสาธารณะที่สะดวกและรวดเร็ว และปรับปรุงคุณภาพบริการให้ดียิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยียุคดิจิทัลใหม่ ๆ ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้แรงงานและประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ทั้งนี้สามารถติดตามข่าวสารดี ๆ ด้านแรงงาน ได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และช่องยูทูป กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตามภารกิจหน้าที่ของกรมที่ว่า “กสร. คุ้มครองสิทธิ พัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน”

   กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน คว้ารางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ประเภทรางวัลด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ระดับดี พร้อมแสดงเจตจำนงส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการเงินการคลังในภาพรวมของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และโปร่งใส

   นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ตามที่กรมบัญชีกลาง ได้จัดให้มีการมอบรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ให้แก่ส่วนราชการที่มีการบริหารจัดการด้านการเงินการคลังเป็นเลิศ โดยในปีนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ระดับดี ในการส่งเสริมและพัฒนาให้เจ้าหน้าที่ด้านการเงินการคลังทุกคนปฏิบัติงานตามระเบียบและแบบแผนของทางราชการด้านการจัดซื้อจัดจ้าง สำหรับรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลังถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่คณะกรรมการกรมบัญชีกลางมอบให้ส่วนราชการ เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการเงินการคลังในภาพรวมของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ ยกย่องเชิดชูหน่วยงานสำหรับความมุ่งมั่นและปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารจัดการให้เป็นไปอย่างถูกต้อง มีความโปร่งใส และเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน ตลอดจนลดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ

   อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลังให้ถูกต้องตามกฎระเบียบราชการ ตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มีความต้องการพัฒนาการปฏิบัติงานด้านการเงินการคลังของส่วนราชการให้เป็นเลิศใน 5 มิติ ได้แก่ มิติด้านการจัดซื้อจัดจ้าง มิติด้านการเบิกจ่าย มิติด้านการบัญชีภาครัฐ มิติด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐ และมิติด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด ตลอดจนสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมทั้งกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นและคงคุณภาพมาตรฐานที่ดีไว้ต่อไป