296835
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
84
411
1383
293422
6999
8046
296835

Your IP: 192.168.2.69
2021-06-24 05:07

ผู้บริหาร

 

          คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวง 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างในสถานที่ทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ  ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง โดยเฉพาะพื้นที่ก่อสร้างที่เป็นพื้นที่มีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา และมีอันตรายสูงกว่าพื้นที่ที่เป็นโรงงานทั่วไป ทำให้ต้องมีการบริหารจัดการความปลอดภัยในการก่อสร้าง เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น โดยให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ศึกษารายละเอียด และกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ เพื่อให้นายจ้างได้ดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง และให้ดำเนินการยกร่างกฎกระทรวงขึ้นนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน และเกี่ยวกับงานก่อสร้าง

          อธิบดี กสร. อธิบายเพิ่มเติมว่า สาระสำคัญที่น่าสนใจของร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน อาทิ การกำหนดให้นายจ้างจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับงานนั่งร้านและค้ำยัน รวมถึงจัดให้มีนั่งร้านที่มีความมั่นคงแข็งแรง โดยให้มีการคำนวณออกแบบและควบคุมโดยวิศวกร และในกรณีที่ใช้ค้ำยันรองรับการเทคอนกรีต อุปกรณ์ เครื่องจักรหรือรองรับสิ่งอื่นใด นายจ้างต้องควบคุมดูแลมิให้บุคคลซึ่งไม่เกี่ยวข้องเข้าไปอยู่ในหรือใต้บริเวณนั้น เป็นต้น สำหรับร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับงานก่อสร้าง มีสาระสำคัญ อาทิ ในงานเจาะและงานขุด การเจาะหรือขุดรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้ลูกจ้างหรือบุคคลอื่นได้รับอันตรายจากการเจาะหรือขุดดังกล่าว ในกรณีที่ใช้ปั้นจั่นหรือเครื่องจักรหนักปฏิบัติงานต้องจัดให้มีการป้องกันดินพังทลาย และนายจ้างต้องมิให้ลูกจ้างลงไปทำงานในรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกันที่มีขนาดกว้างน้อยกว่า 75 เซนติเมตร และมีความลึกตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป และต้องดำเนินการให้พื้นที่ก่อสร้างมีความมั่นคงแข็งแรง จัดให้มีแสงสว่างฉุกเฉินในเขตก่อสร้าง ติดหรือตั้งป้ายสัญลักษณ์เตือนอันตรายและเครื่องหมายบังคับเกี่ยวกับความปลอดภัยที่เหมาะสมกับลักษณะงาน การกำหนดบริเวณเขตก่อสร้างและเขตอันตรายในเขตก่อสร้าง รวมถึงการกำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้ลูกจ้างหรือบุคคลอื่นได้รับอันตรายจากการเจาะ หรือขุดรู หลุม บ่อ คู รวมถึงความปลอดภัยในการทำงานในอุโมงค์ ในน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ กรมจะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้

          จับกัง 1 พอใจ หลังพบตัวเลขข้อพิพาทแรงงาน ข้อเรียกร้อง และข้อขัดแย้งด้านแรงงานลดลง มั่นใจแก้ปัญหาถูกทาง หลังมอบ กสร. ดำเนินมาตรการเชิงรุกเฝ้าระวังสถานประกอบกิจการกลุ่มเสี่ยงลงพื้นที่ทำความเข้าใจ ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยให้ยุติโดยเร็ว

            นายสุชาติ  ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการเฝ้าระวังปัญหาข้อขัดแย้ง ข้อพิพาทแรงงานที่อาจเกิดขึ้น ในช่วงปลายปี จากการเรียกร้องขอขึ้นเงินเดือน เงินโบนัส และสวัสดิการต่าง ๆ รวมไปถึงปัญหาด้านแรงงานจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการบริการ โดยให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปทำความเข้าใจ และช่วยไกล่เกลี่ยให้ได้ข้อยุติในพื้นที่โดยเร็ว ซึ่งผลจากการดำเนินงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นที่น่าพอใจ สามารถช่วยเหลือนายจ้าง ลูกจ้างแก้ไขปัญหาข้อเรียกร้อง ข้อพิพาทแรงงานให้ยุติลงโดยเร็ว จนทำให้ตัวเลขสถานการณ์ด้านแรงงานสัมพันธ์ลดลงในทุกด้าน โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา พบตัวเลขการยื่นข้อเรียกร้องจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ จำนวน 283 แห่ง การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 44 แห่ง การขนส่ง จำนวน 25 แห่ง และอื่นๆ อีก 351 แห่ง รวมทั้งสิ้น 703 แห่ง กสร. สามารถดำเนินการให้ข้อเรียกร้องยุติแล้ว 531 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 75.53 ส่วนข้อพิพาทแรงงานมีจำนวนทั้งสิ้น 121 แห่ง ยุติแล้ว 104 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 85.95สำหรับข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กิจการโรงแรม และอื่นๆ มีจำนวน 54, 27, 12 และ 43 แห่ง ตามลำดับ รวมทั้งสิ้น 136 แห่ง ดำเนินการให้  ข้อขัดแย้งยุติแล้ว 134 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 98.53 ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2564 มีการจดทะเบียนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้วจำนวน 131 แห่ง ทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์เป็นเงินกว่า 7,600 ล้านบาท

            ด้าน นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการเก็บข้อมูลสถานการณ์ด้านแรงงานสัมพันธ์ในช่วงปลายปีของเดือนตุลาคม – ธันวาคม ในปี 2562 เกิดข้อเรียกร้อง ข้อพิพาทแรงงาน และข้อขัดแย้งในสถานประกอบกิจการ จำนวน 278 แห่ง 49 แห่ง และ 26 แห่ง ตามลำดับ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 พบว่า มีข้อเรียกร้อง จำนวน 244 ลดลง 34 แห่ง ข้อพิพาทแรงงาน มีจำนวน 33 แห่ง ลดลง 16 แห่ง และข้อขัดแย้ง มีจำนวน 23 แห่ง ลดลง 3 แห่ง แสดงให้เห็นว่าภาพรวม   ในปี 2563 สถานการณ์ด้านแรงงานสัมพันธ์ลดลงทุกด้าน คิดเป็นร้อยละ 15.01 จึงเห็นได้ว่าผลจากการเฝ้าระวังและเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงรุกตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สามารถยุติปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบกิจการได้เป็นอย่างดี และมีแนวโน้มว่าการเกิดข้อพิพาทแรงงานจะลดลงด้วย ดังตัวเลขที่ปรากฏ

   วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2563 เวลา 13.00 น. นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นผู้นำในการประกาศเจตจำนงสุจริตของผู้บริหาร และเปิดโครงการอบรมเสริมสร้างวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาสำหรับข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ พัฒนาทัศนคติ จิตสำนึก และพฤติกรรมเกี่ยวกับวินัยคุณธรรมจริยธรรม และจรรยาข้าราชการ ให้บุคลากรทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงผู้บริหารกรม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎระเบียบวินัยของทางราชการได้อย่างถูกต้อง เป็นข้าราชการยุคใหม่ที่มีคุณธรรมจริยธรรม นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงความมุ่งมั่นของหน่วยงานที่จะยกระดับองค์กรให้เป็นผู้นำด้านความโปร่งใสเป็นธรรม ตรวจสอบได้ และเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ณ โรงแรมรอยัล รีเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

 

           กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ออกประกาศ เลื่อนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยขอให้ผู้สมัครติดตามการประกาศกำหนดวัน และเวลาสอบอย่างใกล้ชิดทางเว็บไซต์ http://personnel.labour.go.th และ http://labour.jobthaigov.com

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า ตามที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้มีประกาศการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งนักวิชาการแรงงานปฏิบัติการ ตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน และตำแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน ในวันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2564 นั้น เนื่องจากในปัจจุบันได้มีการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ จึงส่งผลกระทบต่อการสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงได้ออกประกาศเลื่อนการสอบแข่งขันดังกล่าวออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

          ทั้งนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จะประกาศกำหนดวัน และเวลาในการสอบฯ และแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ทางเว็บไซต์ http://personnel.labour.go.th และ http://labour.jobthaigov.com ขอให้ผู้สมัครสอบติดตามการประกาศกำหนดวัน และเวลาในการสอบฯ อย่างใกล้ชิด

           กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ออกประกาศ เรื่อง ขอความร่วมมือสถานประกอบกิจการให้ลูกจ้างหยุดงานในช่วงเทศกาลวันปีใหม่ เพื่อให้ลูกจ้างได้หยุดต่อเนื่องเดินทางไปเยี่ยมครอบครัว และร่วมกิจกรรมตามประเพณีนิยมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยขอให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อโรค COVID 19

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า ด้วยห้วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2564 ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2563 และวันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2564 ซึ่งสถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ประกาศให้เป็นวันหยุดตามประเพณี เพื่อให้ลูกจ้างได้หยุดต่อเนื่อง และเป็นโอกาสอันดีที่ลูกจ้างจะได้เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว ณ ภูมิลำเนาของตัวเองและร่วมกิจกรรมตามประเพณีนิยมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา กรมจึงออกประกาศขอความร่วมมือสถานประกอบกิจการให้ลูกจ้างหยุดงานในช่วงเทศกาลวันปีใหม่ โดยมีสาระสำคัญของประกาศ ดังนี้

  1. ให้นายจ้างพิจารณาจัดให้วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2563 และวันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2564 เป็นวันหยุดตามประเพณีในช่วงเทศกาลวันปีใหม่ให้แก่ลูกจ้าง หากวันหยุดดังกล่าวตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ให้เลื่อนวันหยุดตามประเพณีไปหยุดในวันทำงานถัดไป ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน    พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  2. สำหรับงานขนส่งทางบก นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะทำงานไม่เกิน วันละ 8 ชั่วโมง หากจะให้ทำงานล่วงเวลาต้องไม่เกิน วันละ 2 ชั่วโมง โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง และในวันทำงานถัดไป ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างเริ่มต้นทำงานก่อนครบระยะเวลา 10 ชั่วโมง หลังสิ้นสุดการทำงานในวันทำงานที่ล่วงมาแล้ว            
  3. ในการเดินทางกลับภูมิลำเนา ขอให้ลูกจ้างและนายจ้างใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะเดินทาง และขอให้วางแผนการเดินทางไปและกลับเพื่อความสะดวก และปลอดภัย
  4. ให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื่อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยไม่จำเป็น เพื่อป้องกันผลกระทบจากการเดินทาง อันเนื่องมาจากการรวมตัวของบุคคลจำนวนมาก และอาจส่งผลให้เกิดความยุ่งยากในการสอบสวนโรค และควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

-----------------------------------------------------------------------

**กสร. คุ้มครองสิทธิ พัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน**