332302
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
158
234
158
330276
6839
9474
332302

Your IP: 192.168.2.69
2021-10-24 07:18

ผู้บริหาร

      กสร. ประกาศขอความร่วมมือนายจ้างผ่อนผันการให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์ประกอบการลาป่วย เพื่อลดภาระของลูกจ้างและบุคลากรทางการแพทย์ หลังพบการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มสูงขึ้น

      นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีและโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยผู้ใช้แรงงาน เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รายใหม่และผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐมีมาตรการนำผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เข้าสู่ระบบการดูแลผู้ติดเชื้อที่บ้าน (Home Isolation) การดูแลด้วยระบบชุมชน (Community Isolation) รวมถึงมาตรการทางสาธารณสุขอื่นๆ จึงสั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานออกประกาศเรื่อง ขอความร่วมมือนายจ้างผ่อนผันการให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์ประกอบการลาป่วย ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2564 โดยมีประเด็นสำคัญคือ ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 32 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการ ในกรณีที่ลูกจ้างไม่อาจแสดงใบรับรองของแพทย์ต่อนายจ้างได้ ให้ลูกจ้างชี้แจงให้นายจ้างทราบ แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น กรมขอความร่วมมือนายจ้างผ่อนผันการให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการประกอบการลาป่วย หรืออาจให้ลูกจ้างชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็นผ่านระบบการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อนายจ้างหรืออาจขอให้ใช้หลักฐานอื่นแทน เพื่อลดภาระของลูกจ้างและบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว

      โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ในส่วนของสิทธิการได้รับค่าจ้างระหว่างลา ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลาป่วย เท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 30 วันทำงานต่อปี หรืออาจตกลงกันให้ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยเนื่องจากติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างลาแยกต่างหากจากสิทธิลาป่วยตามที่กฎหมายกำหนดก็ได้ โดยหากนายจ้าง ลูกจ้าง มีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อกฎหมายสามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทรศัพท์สาย

      กสร. ชี้แจงประเด็นในสื่อออนไลน์ กรณีนายจ้างหักเงินเยียวยาที่ลูกจ้างได้รับสิทธิกรณีเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 จากเงินเดือน เป็นเหตุให้ลูกจ้างขาดรายได้ที่ควรได้รับ จำนวน 2,500 บาท ถือว่านายจ้างละเมิดสิทธิ มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

      นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีและโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวชี้แจง ประเด็นสื่อออนไลน์มีการวิจารณ์ว่า สถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งแจ้งให้ลูกจ้างทราบว่าเมื่อลูกจ้างได้รับเงินเยียวยาของรัฐบาล ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้จ่ายเงินเยียวยาให้กับลูกจ้างผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สำหรับ 9 กลุ่มกิจการ เฉพาะจังหวัดที่กำหนด โดยลูกจ้างสัญชาติไทยจะได้รับเงินเยียวยา จำนวน 2,500 บาท นั้น นายจ้างจะหักเงินจำนวนดังกล่าวออกจากเงินเดือน โดยอ้างว่ารัฐบาลช่วยจ่ายเงินเดือนให้แล้ว ซึ่งในกรณีนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แสดงความกังวลและห่วงใยลูกจ้างอาจไม่ได้รับสิทธิตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการเยียวยาผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติการจ่ายเงินเยียวยาครั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การกระทำดังกล่าวของนายจ้างถือเป็นการละเมิดสิทธิที่ลูกจ้างพึงได้รับ จึงสั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตรวจสอบพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งกรมขอชี้แจงว่า กรณีเงินเยียวยาที่รัฐบาลจ่ายให้กับผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 คนละ 2,500 บาท เป็นเงินเยียวยาที่รัฐบาลจ่ายให้แก่ลูกจ้าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้าง ส่วนเงินค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในแต่ละเดือนเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานให้กับลูกจ้างที่ทำงานให้ ดังนั้นนายจ้างไม่สามารถนำเงินเยียวยา ตามมาตรา 33 ที่ลูกจ้างได้รับมาหักจากค่าจ้างได้ การหักค่าจ้างเช่นนี้ ถือเป็นการปฏิบัติไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

      โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ขอเตือนนายจ้างที่คิดจะหักค่าจ้างลูกจ้างที่ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล ไม่ว่าลูกจ้างจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม หากฝ่าฝืนมีความผิดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากนายจ้าง ลูกจ้าง มีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อกฎหมายสามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546

   กสร. ชี้แจงประเด็น กรณีลูกจ้างบริษัทผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง ย่านดอนเมือง พบถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและไม่ได้รับเงินเยียวยาตามกฎหมาย โดยนายจ้างอ้างต้องเลิกจ้างเพราะสถานการณ์โควิด-19

   นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีและโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวชี้แจงประเด็นกรณีลูกจ้างบริษัท ควอลิตี้ พลัส เอสเทติค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง ตั้งอยู่ที่เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร หลังพบลูกจ้างถูกนายจ้างเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ได้รับเงินเยียวยาตามกฎหมาย โดยกรณีนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว จึงสั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเร่งดำเนินการและหาข้อยุติ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ลูกจ้างจำนวน 18 คน มายื่นคำร้องกับพนักงานตรวจแรงงานว่านายจ้างเลิกจ้างและค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชย ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานมีหนังสือเชิญนายจ้างมาพบเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 เพื่อตรวจสภาพการจ้างการทำงานของสถานประกอบกิจการ พบว่านายจ้างแจ้งว่าได้เลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และมีการค้างจ่ายค่าจ้างลูกจ้างและเงินสิทธิประโยชน์อื่นๆ จริง จึงมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างและเงินสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างตามที่ค้างจ่าย หลังจากนั้นมีลูกจ้างของบริษัทมายื่นคำร้องเพิ่มเติมจนถึงเดือนพฤษภาคม 2564 อีก 4 คน รวมเป็น 22 คน โดยพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 321,245 บาท ค่าล่วงเวลา 7,024 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 331,591 บาท และค่าชดเชยการเลิกจ้าง 2,019,186 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้กับจากลูกจ้างทั้งหมด 22 คน ซึ่งนายจ้างได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานโดยจ่ายเงินค่าจ้างให้ลูกจ้างเพียง 2 คน เป็นเงิน 29,211 บาท พร้อมดอกเบี้ย สำหรับกรณีของลูกจ้างที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและไม่นำคดีไปสู่ศาล นิติกรของกรมได้แจ้งความดำเนินคดีอาญานายจ้าง ณ สถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง และได้ประสานลูกจ้างผู้ร้องให้นำคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปดำเนินคดีแพ่งนายจ้างต่อศาลแรงงาน เพื่อดำเนินการติดตามสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ได้แนะนำให้ลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเลิกจ้างกรณีไม่ได้รับค่าชดเชย หรือสิทธิประโยชน์อื่น เช่น ค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นต้น ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยลูกจ้างบริษัทนี้จะมายื่นคำขอในวันที่ 10 สิงหาคม นี้

   โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่สถานประกอบกิจการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และมีการเลิกจ้างลูกจ้างนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชย ให้กับลูกจ้างตามสิทธิที่พึงได้รับ ซึ่งเป็นสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานที่ลูกจ้างทุกคนต้องได้รับ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หากนายจ้าง ลูกจ้าง มีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อกฎหมายสามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546

 

      กสร. ชี้แจงกรณีนายจ้างออกประกาศหรือคำสั่งให้ลูกจ้างทุกคนเข้ารับการตรวจจากแพทย์ หรือเข้ารับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19 นั้นนายจ้างไม่มีอำนาจกระทำได้ แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกจ้างมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด–19 นายจ้างสามารถออกคำสั่งดังกล่าวได้เพื่อเป็นการคัดกรอง ป้องกัน เฝ้าระวัง รักษา ควบคุมมิให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19

      นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีและโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงกรณี นายจ้างมีประกาศหรือคำสั่งให้ลูกจ้างทุกคนเข้ารับการตรวจจากแพทย์หรือเข้ารับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (การฉีดวัคซีน) เพื่อป้องกันโรคในกรณีที่ลูกจ้างมีความเสี่ยงหรือต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อไวรัสโควิด–19 แม้มีเจตนาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19 ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายให้อำนาจนายจ้างดำเนินการดังกล่าวได้ อีกทั้งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มอบอำนาจให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อที่จะสั่งให้ลูกจ้างที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด–19 ตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เช่น ผู้สัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด–19 เป็นต้น เข้ารับการตรวจจากแพทย์ หรือเข้ารับการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ตามวัน เวลา และสถานที่ที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนดไว้ ดังนั้น นายจ้างจึงไม่สามารถกระทำได้ หากนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างที่ไม่ผ่านการตรวจหรือไม่ได้เข้ารับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคเข้าทำงาน นายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างและหากนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างเข้าทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้หรือมีพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าเป็นการเลิกจ้างลูกจ้าง นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้แก่ลูกจ้างด้วย อย่างไรก็ตามหากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ลูกจ้างมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด–19 นายจ้างอาจมีคำสั่งให้ลูกจ้างเข้ารับการตรวจจากแพทย์ หรือคำสั่งให้ลูกจ้างเข้ารับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคเพื่อป้องกันโรคเป็นการเฉพาะรายได้ ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่มีลักษณะกำหนดขึ้นเพื่อคัดกรองป้องกัน เฝ้าระวัง รักษา ควบคุมมิให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19 อีกทั้งยังเป็นการป้องกันสุขภาพของบุคคลอื่น จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหากลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีเหตุอันสมควรถือว่าลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายตามนัยมาตรา 119 (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

      โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด– 19 นายจ้างควรให้ความรู้แก่ลูกจ้างว่าการเข้ารับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคเป็นเรื่องที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด–19 รวมทั้งควรสร้างความเข้าใจให้แก่ลูกจ้างว่า การเข้ารับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและภูมิคุ้มกันหมู่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด– 19 ได้อีกด้วย

    กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน เพื่อยกระดับพนักงานตรวจแรงงานให้มีศักยภาพในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวในฐานะประธานเปิดโครงการเพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2564 โดยจัดให้ประเทศไทยอยู่ในระดับเทียร์ 2 ซึ่งต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) โดยให้เหตุผลว่าประเทศไทยมิได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการขจัดการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่ เจ้าหน้าที่ขาดความเข้าใจในเรื่องการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน และขาดขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานสำหรับพนักงานตรวจแรงงานในการส่งต่อกรณีการค้ามนุษย์   ไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์โดยตรง และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ต่างมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและมีความต้องการที่จะพัฒนากระบวนการทำงานเพื่อขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง จึงได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการคุ้มครองแรงงาน จัดโครงการเพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการตรวจแรงงาน   ให้พนักงานตรวจแรงงานมีความรู้ความเข้าใจในสาระสำคัญของกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน สามารถวิเคราะห์ลักษณะความผิดที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับความผิดฐานค้ามนุษย์ด้านแรงงาน การใช้แรงงานเด็ก และการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ จนนำไปสู่การคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานสามารถประสานงานและส่งต่อกรณีที่อาจเป็นกรณีการค้ามนุษย์ด้านแรงงานไปยังทีมสหวิชาชีพและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) กรมจึงได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์ผ่านวีดิทัศน์ทางไกล (Cat Conference) โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมประกอบด้วยพนักงานตรวจแรงงานจากหน่วยงานในสังกัดทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 100 คน โดยมุ่งหวังยกระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทยให้ดีขึ้นได้ต่อไป.