296815
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
64
411
1363
293422
6979
8046
296815

Your IP: 192.168.2.69
2021-06-24 04:29

ผู้บริหาร

 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ออกแนวปฏิบัติให้องค์กรแรงงานดำเนินกิจกรรมที่มีความจำเป็น อาทิ การจัดประชุมใหญ่ การเลือกตั้งคณะกรรมการ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อบังคับ และไม่ขัดต่อกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินของการแพร่ระบาด COVID-19

 

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า องค์กรแรงงานเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อสร้างสรรค์ความสัมพันธ์อันดี ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจ ร่วมมือ ร่วมแรง แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน สภาองค์กรลูกจ้าง เป็นต้น ซึ่งจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และจัดทำข้อบังคับขององค์กรแรงงาน โดยมีกิจกรรมที่จำเป็นต้องดำเนินการ อาทิ การจัดประชุมใหญ่ การเลือกตั้งคณะกรรมการแทนคณะกรรมการที่พ้นวาระ ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID–19 ระลอกใหม่อาจจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินการในกิจกรรมข้างต้นได้ ด้วยมีประกาศห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ห้ามการจัดกิจกรรมในเขตพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้โดยง่าย เช่น การประชุม การสัมมนา ดังนั้น กรมจึงได้ออกแนวปฏิบัติองค์กรแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ในสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น เพื่อให้องค์กรแรงงานดำเนินกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง ครบถ้วนสอดคล้องกับข้อบังคับ และไม่ขัดต่อกฎหมายแรงงานสัมพันธ์

          อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวปฏิบัติดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1) องค์กรแรงงานที่ดำเนินการจัดประชุมใหญ่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดโดยมีมาตรการทางสาธารณสุขรองรับ และการบังคับใช้มาตรการป้องกันโรค หรืออาจใช้วิธีการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (กรณีข้อบังคับองค์กรแรงงานกำหนดให้กระทำได้) 2) กรณีองค์กรแรงงานไม่อาจจัดประชุมใหญ่ได้ให้แจ้งกำหนดการจัดประชุมใหญ่ให้นายทะเบียนทราบล่วงหน้า โดยมิชักช้าเมื่อสามารถดำเนินการได้หรือสถานการณ์ผ่อนคลาย และประกาศแจ้งให้สมาชิกองค์กรแรงงานทราบด้วย 3) คณะกรรมการองค์กรแรงงาน ที่พ้นวาระการดำรงตำแหน่งในระหว่างที่ยังไม่อาจดำเนินการจัดประชุมใหญ่ เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการทดแทนให้ผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนพ้นวาระปฏิบัติหน้าที่แทน เพื่อจัดให้มีการประชุมใหญ่และดำเนินกิจการขององค์กรแรงงานเท่าที่จำเป็นตามที่กำหนดในข้อบังคับเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) สิ้นสุดลง หรือภาครัฐยกเลิกข้อกำหนดการห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคแล้ว องค์กรแรงงานควรเร่งรัดดำเนินการจัดประชุมใหญ่ตามข้อบังคับ ต่อไป

          กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เพิ่มโอกาสให้สถานประกอบกิจการได้มีเวลายื่นใบสมัครเพื่อคัดเลือกเป็นสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2564 โดย ขยายเวลาไปจนถึง 25 กุมภาพันธ์ 2564 หวังให้นำรางวัลไปสร้างความภาคภูมิใจร่วมกันหลังเจอพิษ COVID-19

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินโครงการส่งเสริมสถานประกอบกิจการให้มีระบบการบริหารจัดการที่ดีด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี พ.ศ. 2564 โดยมุ่งเน้นให้นายจ้างและลูกจ้างได้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาระบบแรงงานสัมพันธ์และรูปแบบการจัดสวัสดิการแรงงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด มีมาตรฐานโดยใช้กลไกทวิภาคี และการมีส่วนร่วมในองค์กร ซึ่งในปีนี้ได้เชิญชวนสถานประกอบกิจการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 15 มกราคม 2564 แต่ด้วยปัจจุบันเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ที่ส่งผลกระทบต่อการรับสมัครฯ ซึ่งนายจ้าง ลูกจ้าง สถานประกอบกิจการอาจจะต้องเตรียมแผนรองรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว จึงทำให้ยังไม่มีเวลาได้ยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการ ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับสถานประกอบกิจการที่สนใจได้มีเวลาจัดเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณา รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ข้อกำหนด กรมจึงขยายเวลาการเปิดรับสมัครออกไปอีกจนถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมุ่งหวังให้สถานประกอบกิจการที่ได้รับรางวัลนำไปเป็นเครื่องมือในการสร้างความภาคภูมิใจร่วมกันระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง เพราะรางวัลนี้ถือเป็นรางวัลที่แสดงถึงความเอื้ออาทร ความสมานฉันท์ และความเห็นอกเห็นใจกันทั้ง 2 ฝ่ายที่ส่งผลสะท้อนถึงการร่วมกันสู้วิกฤติโควิดที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ และนำพาองค์กรให้รอดพ้นไปด้วยกันได้

          อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจะขยายเวลาการเปิดรับสมัครออกไปแล้ว วิธีการตรวจประเมิน ยังเปลี่ยนรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ไม่อาจเดินทางข้ามจังหวัดไปตรวจประเมินถึงสถานที่จริงได้ โดยกำหนดใช้วิธีพิจารณาผลงานจากแฟ้มเอกสาร หรือแผ่นซีดี หรือแฟลชไดร์ฟข้อมูล หรือไฟล์เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และใช้วิธีการประชุมทางไกลผ่านโปรแกรมออนไลน์ เพื่อซักถามหากมีข้อสงสัยระหว่างคณะทำงานพิจารณาประเมินผลคะแนนฯ กับผู้นำเสนอผลงาน ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานโทรศัพท์ 0 2246 2118, 0 2643 4471, 0 2643 4477 เว็บไซต์ http://relation.labour.go.th

          คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวง 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างในสถานที่ทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ  ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง โดยเฉพาะพื้นที่ก่อสร้างที่เป็นพื้นที่มีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา และมีอันตรายสูงกว่าพื้นที่ที่เป็นโรงงานทั่วไป ทำให้ต้องมีการบริหารจัดการความปลอดภัยในการก่อสร้าง เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น โดยให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ศึกษารายละเอียด และกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ เพื่อให้นายจ้างได้ดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง และให้ดำเนินการยกร่างกฎกระทรวงขึ้นนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน และเกี่ยวกับงานก่อสร้าง

          อธิบดี กสร. อธิบายเพิ่มเติมว่า สาระสำคัญที่น่าสนใจของร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน อาทิ การกำหนดให้นายจ้างจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับงานนั่งร้านและค้ำยัน รวมถึงจัดให้มีนั่งร้านที่มีความมั่นคงแข็งแรง โดยให้มีการคำนวณออกแบบและควบคุมโดยวิศวกร และในกรณีที่ใช้ค้ำยันรองรับการเทคอนกรีต อุปกรณ์ เครื่องจักรหรือรองรับสิ่งอื่นใด นายจ้างต้องควบคุมดูแลมิให้บุคคลซึ่งไม่เกี่ยวข้องเข้าไปอยู่ในหรือใต้บริเวณนั้น เป็นต้น สำหรับร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับงานก่อสร้าง มีสาระสำคัญ อาทิ ในงานเจาะและงานขุด การเจาะหรือขุดรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้ลูกจ้างหรือบุคคลอื่นได้รับอันตรายจากการเจาะหรือขุดดังกล่าว ในกรณีที่ใช้ปั้นจั่นหรือเครื่องจักรหนักปฏิบัติงานต้องจัดให้มีการป้องกันดินพังทลาย และนายจ้างต้องมิให้ลูกจ้างลงไปทำงานในรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกันที่มีขนาดกว้างน้อยกว่า 75 เซนติเมตร และมีความลึกตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป และต้องดำเนินการให้พื้นที่ก่อสร้างมีความมั่นคงแข็งแรง จัดให้มีแสงสว่างฉุกเฉินในเขตก่อสร้าง ติดหรือตั้งป้ายสัญลักษณ์เตือนอันตรายและเครื่องหมายบังคับเกี่ยวกับความปลอดภัยที่เหมาะสมกับลักษณะงาน การกำหนดบริเวณเขตก่อสร้างและเขตอันตรายในเขตก่อสร้าง รวมถึงการกำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้ลูกจ้างหรือบุคคลอื่นได้รับอันตรายจากการเจาะ หรือขุดรู หลุม บ่อ คู รวมถึงความปลอดภัยในการทำงานในอุโมงค์ ในน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ กรมจะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้

รมว.แรงงาน วอนนายจ้าง - ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่ ก่อนตัดสินใจหยุดกิจการตามมาตรา 75 หรือเลิกจ้าง ควรเปิดใจปรึกษาหารือร่วมกัน นำแนวปฏิบัติการส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในภาวะวิกฤต และมาตรการบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างมาปรับใช้ในสถานประกอบกิจการ

          นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ระลอกใหม่มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวออกไปในวงกว้างส่งผลกระทบต่อนายจ้าง สถานประกอบกิจการ และลูกจ้าง อาจเกิดวิกฤตด้านแรงงานที่รุนแรงได้ จนทำให้สถานประกอบกิจการบางแห่งจำเป็นต้องลดทุนการผลิต ลดชั่วโมงการทำงานของลูกจ้าง หยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราวโดยใช้มาตรา 75 ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลดพนักงาน หรือเลิกกิจการในท้ายสุด ซึ่งจะเกิดความเดือดร้อนแก่ลูกจ้างจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อลดปัญหาที่มีผลกระทบต่อความสงบสุขในวงการแรงงาน จึงขอวอนให้นายจ้าง - ลูกจ้างควรเปิดใจปรึกษาหารือร่วมกันก่อนหยุดกิจการตามมาตรา 75 หรือเลิกจ้าง โดยนำมาตรการและแนวปฏิบัติที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พยายามมุ่งส่งเสริมให้เกิดขึ้นในสถานประกอบกิจการ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน นั่นคือ แนวปฏิบัติว่าด้วยการส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในภาวะวิกฤติ และมาตรการและแนวทางบรรเทาปัญหาการเลิกจ้าง

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ นายจ้างควรนำแนวปฏิบัติว่าด้วยการส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในภาวะวิกฤติมาปรับใช้ในสถานประกอบกิจการก่อน โดยมีสาระสำคัญ อาทิ นายจ้างควรเปิดเผยผลประกอบการตามสภาพความเป็นจริงแก่ฝ่ายลูกจ้าง และนายจ้างลูกจ้างหารือร่วมกันในการประหยัดค่าใช้จ่าย หลีกเลี่ยงการชุมนุมเผชิญหน้าด้วยความรุนแรง หากดำเนินการแล้วสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย จึงค่อยใช้มาตรการหยุดกิจการบางส่วนชั่วคราว หรือทั้งหมด ตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แต่ขอให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะต้องแจ้งพนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่และลูกจ้างทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนเริ่มวันหยุดกิจการไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน และหากจำเป็นต้องเลิกจ้างให้นำมาตรการและบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างมาปรับใช้ ซึ่งมี 3 มาตรการ ดังนี้ มาตรการลดค่าใช้จ่าย มาตรการปรับปรุงการบริหารงานบุคคลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และมาตรการลดจำนวนลูกจ้าง โดยขอให้การเลิกจ้างเป็นทางเลือกสุดท้ายในการตัดสินใจ ทั้งนี้ หากนายจ้างตกลงกับลูกจ้างในการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง เช่น ลดวันทำงาน ลดค่าจ้าง ก็สามารถทำได้แต่จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วย การผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้จะสำเร็จได้ต้องได้รับความร่วมมือ และเสียสละของนายจ้างลูกจ้างพูดคุยกันด้วยหลักสุจริตใจ และหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครทุกพื้นที่ หรือโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3

           สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน แจงผลงาน กสร. ทวงสิทธิช่วยเหลือลูกจ้างที่ถูกบริษัทเลิกจ้างกะทันหันจากโควิดรอบก่อน ติดตามเงินค่าจ้างให้ลูกจ้าง วิงสแปนไปแล้วกว่า 258  ล้านบาท และอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือลูกจ้างยูนิสัน แพน (เอเซีย) จากเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง อีกกว่า 6.7 ล้านบาท

          นายสุชาติ  ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตนยังคงมีความห่วงใยถึงการช่วยเหลือลูกจ้างจำนวนมากที่ถูกบริษัทเลิกจ้างกะทันหันจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในรอบก่อน อาทิ บริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส จำกัด ที่เลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 2,500 คน บริษัท ยูนิสันแพน (เอเชีย) จำกัด เลิกจ้างลูกจ้าง จำนวน 658 คน และขณะนี้การแพร่ระบาดระลอกใหม่ มีแนวโน้มจะกระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะซ้ำเติมลูกจ้างได้อีกหากยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย จึงได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เร่งรัด ติดตามการช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิลูกจ้างอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้รับสิทธิอย่างครบถ้วนและรวดเร็ว เพราะปัญหาค่าใช้จ่ายในเรื่องความเป็นอยู่ และปากท้องของแรงงานในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กรมได้ติดตามการให้ความช่วยเหลือลูกจ้างบริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส จำกัด โดยได้ดำเนินการประสาน บริษัท วิงสแปนฯ จำกัด และผู้ทำแผนฟื้นฟูบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ทราบว่านายจ้างได้นำแคชเชียร์เช็คมาจ่ายให้กับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างแล้วจำนวน 2,441 คน รวมเป็นเงิน 258,309,031.87 บาท และยังคงมีลูกจ้างที่ยังไม่ได้มารับแคชเชียร์เช็คอีกจำนวน 59 คน ซึ่งกรมได้แนะนำให้บริษัทฯ โอนเงินตามสิทธิที่ลูกจ้างพึงจะได้รับเข้าบัญชีธนาคารตามรายชื่อของลูกจ้างทั้ง 59 คนแล้ว สำหรับลูกจ้างบริษัท ยูนิสัน แพน (เอเซีย) จำกัด ที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งกรมได้แจ้งความดำเนินคดีต่อนายจ้างฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้ว และได้อนุมัติเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กรณีนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชยให้ลูกจ้างจำนวน 426 คน เป็นเงินจำนวน 6,743,750 บาท ซึ่งมีลูกจ้างมายื่นขอรับเงินกองทุนสงเคราะห์ฯ แล้ว จำนวน 175 คน เป็นเงินจำนวน 2,713,750 บาท ในขณะที่มีลูกจ้างจำนวน 252 คน ได้ทำสัญญากับนายจ้างที่ยื่นข้อเสนอว่าจะจ่ายเงินค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ลูกจ้างพอใจ และได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาเพื่อเป็นหลักฐาน ส่วนลูกจ้างที่ยังไม่ได้เข้ามายื่นขอรับเงินกองทุนฯ กรมจะได้ประสานให้ลูกจ้างเข้ามารับเงินดังกล่าวต่อไป