332314
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
170
234
170
330276
6851
9474
332314

Your IP: 192.168.2.69
2021-10-24 07:43

ผู้บริหาร

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เกี่ยวกับมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ 4 ฉบับ ได้แก่

1. ยกเลิกประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย ค่าทำศพกรณีตาย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ค่าช่วยเหลือบุตรและค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตร
2. หลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยค่าทำศพกรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน
3. หลักเกณฑ์การจ่ายค่าช่วยเหลือบุตรและค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตร
4. หลักเกณฑ์และอัตราค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น

Attachments:
FileDescriptionFile size
Download this file (T001.PDF)T001.PDF 80 kB
Download this file (T002.pdf)T002.pdf 111 kB
Download this file (T003.PDF)T003.PDF 101 kB
Download this file (T004.PDF)T004.PDF 109 kB

 

      กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเผยประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เกี่ยวกับมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ 4 ฉบับ มีผลบังคับใช้แล้ว ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจได้รับสิทธิประโยชน์ ค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพกรณีตาย ค่าช่วยเหลือบุตรและค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตรเพิ่มขึ้น สร้างขวัญกำลังใจ ยกระดับคุณภาพชีวิตลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้ดีขึ้น
      นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีและโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความประสงค์ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจให้ดีขึ้น จึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พิจารณาปรับปรุงและกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ โดยออกเป็นประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ รวม 4 ฉบับ ได้แก่ 1. ยกเลิกประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย ค่าทำศพกรณีตาย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ค่าช่วยเหลือบุตรและค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตร 2. หลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยค่าทำศพกรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน 3. หลักเกณฑ์การจ่ายค่าช่วยเหลือบุตรและค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตร 4. หลักเกณฑ์และอัตราค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น สิทธิในการได้รับค่าใช้จ่ายเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค ค่าใช้จ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพ ปรับสิทธิในการได้รับค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชนประเภทผู้ป่วยในให้สูงขึ้น และให้ลูกจ้างเบิกค่ารักษาพยาบาลโดยใช้ระบบการเบิกจ่ายตรง ได้รับค่าทำศพในอัตรา 3 เท่าของค่าจ้างรายเดือนเดือนสุดท้าย แต่ต้องไม่น้อยกว่า 40,000 บาท ทั้งยังได้ปรับเงินช่วยเหลือบุตรจากเดือนละ 50 บาท เป็นเดือนละ 200 บาท เพิ่มสิทธิการเบิกค่าช่วยเหลือการศึกษาบุตรรวมถึงการศึกษาในระดับปริญญาตรี และสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันโรคสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากการรักษาสำหรับตนเอง คู่สมรส หรือบุตรตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่สถานพยาบาลภายใน 15 วัน รวมถึงกรณีรัฐวิสาหกิจใดมีข้อกำหนดให้สิทธิการรักษาพยาบาลแก่บิดา มารดา ก็ให้มีสิทธิตามประกาศนี้ด้วย
      โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ลงนามในประกาศ คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ทั้ง 4 ฉบับ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 และราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564 จึงทำให้เริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาจำนวน 3 ฉบับ และในเรื่องของหลักเกณฑ์และค่ารักษา กรณีติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2563 ซึ่งจะส่งผลให้พนักงานรัฐวิสาหกิจรวม 306,887 คน ได้รับการคุ้มครองในเรื่องของการดำเนินการกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติเพื่อรองรับการจ่ายเงินคืนแก่สถานพยาบาลได้โดยเร็ว โดยมีเงินค่ารักษาพยาบาลที่ค้างจ่ายต่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และโรงพยาบาลเอกชน รวมกว่า 32 ล้านบาท

 

         นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยสถานประกอบกิจการ นายจ้าง และลูกจ้าง ในกรณีเกิดอุบัติภัยร้ายแรงในสถานประกอบกิจการและการประสบอันตรายจากการทำงานซึ่งอาจส่งผลกระทบส่งผลกระทบในหลายภาคส่วน จึงสั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพิจารณาจัดทำแนวทางการรายงานข้อมูลและการปฏิบัติงานในกรณีเกิดอุบัติภัยร้ายแรงในสถานประกอบกิจการและการประสบอันตรายจากการทำงานของลูกจ้าง สำหรับใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของหน่วยงานปฏิบัติงานในพื้นที่เกี่ยวกับการรายงานข้อมูลของเหตุการณ์และสถานการณ์ที่มีความรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อเป็นข้อมูลเตรียมการในการให้ความช่วยเหลือผู้ซึ่งได้รับผลกระทบและเป็นการสนับสนุนการปฏิบัติงานต่อไป

          รองอธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มีการกำชับให้กับหน่วยงานปฏิบัติงานในพื้นที่ซึ่งประกอบด้วยสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ และศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานเขต ปฏิบัติตามแนวแนวทางการรายงานข้อมูลและการปฏิบัติงานในกรณีเกิดอุบัติภัยร้ายแรงในสถานประกอบกิจการและการประสบอันตรายจากการทำงานของลูกจ้างอย่างเคร่งครัด รวมทั้งได้กระตุ้นเตือนให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งเหตุดังกล่าวตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด/สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ โดยทันทีด้วย

          นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีนโยบาย Factory Sand Box เพื่อเป็นการจัดทำมาตรการรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยในลำดับแรกมุ่งเป้าไปยังสถานประกอบกิจการที่มีการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ ซึ่งมาตราการดังกล่าวเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากมาตรการ Bubble and Seal โดยมีการจัดเตียงอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ ของจำนวนลูกจ้าง ไว้ภายในสถานประกอบกิจการเพื่อแยกกักผู้ติดเชื้อตามมาตรการด้านสาธารณสุข และประสานงานหน่วยงานด้านสาธารณสุขส่งต่อเพื่อรับการรักษาต่อไป

          รองอธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเล็งเห็นว่าในสถานประกอบกิจการส่วนใหญ่มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) และคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในสถานประกอบกิจการ (คปอ.) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับงานด้านความปลอดภัยเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จึงขอความร่วมมือ จป. และคปอ. ในการสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบาย Factory Sand Box ให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนต่อไป

 

กสร. แก้ไขระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้าง เข้าถึงสิทธิ สะดวกและรวดเร็วขึ้น

       กสร. แก้ไขระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 เพื่อสร้างความสะดวก รวดเร็ว ในการให้บริการแก่ผู้รับบริการขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

      นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีและโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างและไม่ได้รับเงินค่าชดเชยจากนายจ้าง เมื่อจะยื่นเรื่องขอใช้สิทธิรับเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจากเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ก็ติดระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนซึ่งใช้ระยะเวลานาน จึงสั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพิจารณาแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ลูกจ้างได้รับการบรรเทาความเดือดร้อน สามารถเข้าถึงสิทธิการขอรับการสงเคราะห์ได้โดยสะดวกและรวดเร็ว กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงนำเรื่องเสนอคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 (ฉบับที่ 3) โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ กรณีนายจ้างนำคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานจะต้องรอคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดลูกจ้างจึงมีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งได้แก้ไขระเบียบดังกล่าวเป็นลูกจ้างสามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ โดยไม่ต้องรอคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด และขยายระยะเวลาการยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ เดิมลูกจ้างต้องยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด แก้ไขระเบียบเป็น ลูกจ้างสามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางการยื่นคำขอรับเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยลูกจ้างสามารถยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ ท้องที่ใดก็ได้ และการรักษาสิทธิในการยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ เดิมลูกจ้างจะต้องมารับเงินสงเคราะห์ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบผลการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์หากไม่มารับเงินภายใน 60 วัน สิทธิการรับเงินสงเคราะห์นั้นเป็นอันระงับ แก้ไขระเบียบดังกล่าวเป็น กรณีลูกจ้างไม่สามารถมารับเงินภายใน 60 วัน ลูกจ้างสามารถยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ใหม่ได้ภายใน 1 ปี ซึ่งขณะนี้ ปลัดกระทรวงแรงงานได้ลงนามในระเบียบฉบับที่ได้แก้ไขปรับปรุงแล้ว และนำเสนอไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ทั้งนี้ ระเบียบนี้จะมีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

      โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในครั้งก็เพื่อให้ลูกจ้างได้รับการบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าถึงสิทธิการขอรับเงินสงเคราะห์อย่างทั่วถึงและเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ผู้รับบริการขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง