332289
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
145
234
145
330276
6826
9474
332289

Your IP: 192.168.2.69
2021-10-24 07:04

ผู้บริหาร

 

กระทรวงแรงงานอนุมัติเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 14.5 ล้านบาท เยียวยาความเดือดร้อนให้ลูกจ้างบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ ที่ถูกเลิกจ้างและยังไม่ได้รับค่าชดเชย จำนวน 769 คน นัดรับเงินแล้วตั้งแต่ 26 ส.ค. – 2 ก.ย. นี้

  นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ในฐานะโฆษกกรม เปิดเผยว่า คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พิจารณาอนุมัติเงินสงเคราะห์กรณีค่าชดเชยของลูกจ้าง จำนวน 769 คน เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 14,492,800 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้างบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ ที่ถูกเลิกจ้าง โดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะสาเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้ความห่วงใยเร่งรัดให้ดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ถูกบริษัทเลิกจ้าง ทั้งจากสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งอาจซ้ำเติมลูกจ้างหากยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้ตามกฎหมาย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงได้ เร่งรัด ติดตามการช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานได้กำหนดเป็นนโยบายและมาตรการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน โดยเมื่อคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พิจารณาอนุมัติเงินสงเคราะห์กรณีค่าชดเชยของลูกจ้างแล้ว กรมได้โอนเงินไปยังสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครสวรรค์ ดำเนินการจ่ายเงินสงเคราะห์ให้กับลูกจ้างโดยเร็ว

  นางโสภา เกียรตินิรชา โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครสวรรค์ ได้ดำเนินการภายใต้คำสั่งจังหวัดที่ไม่ให้มีการรวมตัวกันทำกิจกรรมเกิน 20 คน จึงได้จัดทำแผนการดำเนินการจ่ายเช็คเงินสงเคราะห์ลูกจ้างให้กับลูกจ้าง วันละไม่เกิน 200 คน ครึ่งชั่วโมง/20 คน จำนวน 6 วัน เสนอคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด โดยได้รับอนุมัติให้จ่ายเงินให้กับลูกจ้าง ในวันที่ 26 – 31 สิงหาคม 2564 และ วันที่ 1 – 2 กันยายน นี้ ซึ่งได้แจ้งให้ลูกจ้างแต่ละคนทราบวันเวลาเข้ารับเช็คดังกล่าวแล้ว

 

   

 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานในการรับและพิจารณาวินิจฉัยคำร้อง มุ่งป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและการบังคับใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนองนโยบายรัฐบาล ด้านความมั่นคง

     นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวในฐานะโฆษกกรม และประธานเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานในการรับและพิจารณาวินิจฉัยคำร้องเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและการบังคับใช้แรงงานว่า จากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2564 ประเทศไทยถูกลดระดับจาก Tier 2 เป็น Tier 2 Watch List กระทรวงแรงงานในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ “ด้านการป้องกัน” ตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านความมั่นคง แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2561 – 2580 ในการกำกับดูแลของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์โดยตรง และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังคงเดินหน้าในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ให้หมดไปจากประเทศไทย และพัฒนากระบวนการทำงานเพื่อขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง จึงได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะด่านหน้าในการขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตลอดจนภารกิจด้านการคุ้มครองแรงงานให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย เพื่อไม่ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ การพัฒนาศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการปฏิบัติงาน ถือเป็นการเตรียมความพร้อม และเพิ่มสมรรถนะให้พนักงานตรวจแรงงานของกรมสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     โฆษก กสร. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรมจึงได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์ผ่านวีดิทัศน์ทางไกล (Cat Conference) โดยมีระยะเวลาการอบรม จำนวน 5 วัน ระหว่างวันที่ 24 - 27 และวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมประกอบด้วยพนักงานตรวจแรงงานจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 150 คน โดยมุ่งหวังยกระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

      กระทรวงแรงงานเผยราชกิจจานุเบกษาประกาศเผยแพร่ ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.2564 เป็นต้นไป อำนวยความสะดวกให้ลูกจ้างใช้สิทธิรับเงินสงเคราะห์ได้รวดเร็วขึ้น

      นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมทั้งส่งผลกระทบต่อลูกจ้างที่ได้รับ ความเดือดร้อนจากการเลิกจ้าง และอาจไม่ได้รับการชดเชยตามกฎหมาย กรณีที่ลูกจ้างได้ยื่นเรื่องขอใช้สิทธิรับเงินช่วยเหลือจากเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งติดระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่ใช้ระยะเวลานาน ดังนั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว กระทรวงแรงงานจึงได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2564 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศระเบียบดังกล่าวแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. 2564 เป็นต้นไป การแก้ไขระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างครั้งนี้ ประเด็นสำคัญคือให้ลูกจ้างได้รับการบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าถึงสิทธิการขอรับเงินสงเคราะห์อย่างทั่วถึง

      นางโสภา เกียรตินิรชา โฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างฉบับใหม่นี้ มีประเด็นสำคัญ ได้แก่ กรณีนายจ้างนำคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานจะต้องรอคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดลูกจ้างจึงมีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งได้แก้ไขระเบียบดังกล่าวเป็นลูกจ้างสามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ โดยไม่ต้องรอคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด หรือนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป โดยพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว แม้คำสั่งนั้นไม่เป็นที่สุด และขยายระยะเวลาการยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ เดิมลูกจ้างต้องยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด แก้ไขระเบียบเป็น ลูกจ้างสามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด นอกจากนี้การรักษาสิทธิในการยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ เดิมลูกจ้างจะต้องมารับเงินสงเคราะห์ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบผลการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์ หากไม่มารับเงินภายใน 60 วัน สิทธิการรับเงินสงเคราะห์นั้นเป็นอันระงับ แก้ไขระเบียบดังกล่าวเป็นกรณีลูกจ้างไม่สามารถมารับเงินภายใน 60 วัน ลูกจ้างสามารถยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ใหม่ได้ภายใน 1 ปี หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการขอรับเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครทุกพื้นที่ หรือโทรศัพท์สายด่วน 1546 หรือ 1506 กด 3

     กสร. ขานรับข้อสั่งการรมว.แรงงานขอความร่วมมือนายจ้างดูแลสุขภาพลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)

    นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ในฐานะโฆษกกรม ได้เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ซึ่งมีแนวโน้มของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ เนื่องจากเมื่อติดเชื้อแล้วอาจจะมีความเสี่ยงที่อาการจะรุนแรงกว่าลูกจ้างทั่วไป จึงได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดำเนินการออกประกาศ กระทรวงแรงงาน เพื่อขอความร่วมมือให้นายจ้างดูแลสุขภาพลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ที่มีหลักฐานทางการแพทย์รับรองว่าตั้งครรภ์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ลงนามในประกาศดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2564 เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยขอให้นายจ้างดำเนินการจัดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานที่บ้าน (Work Form Home) หรือมอบหมายให้ปฏิบัติงานที่ลดความเสี่ยงในการสัมผัส หรือลดการพบปะผู้คนจำนวนมาก โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างเป็นสำคัญ หรือจัดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์หยุดงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) โดยได้รับค่าจ้าง และวันที่นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์หยุดงานไม่ถือเป็นวันหยุด หรือวันลา และให้นับอายุงานต่อเนื่อง

     โฆษก กสร. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการตามประกาศกระทรวงแรงงานในครั้งนี้นายจ้างควรต้องดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้ด้วย

       กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเผยผลการดำเนินงานของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึงปัจจุบัน อนุมัติจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างแล้ว 1,504 คน เป็นเงินกว่า 15.7 ล้านบาท

 

        นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ในฐานะโฆษกกรม เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยถึงการช่วยเหลือเยียวยาความเดือดร้อนของลูกจ้างจำนวนมากที่ถูกบริษัทเลิกจ้าง ทั้งจากสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ซึ่งอาจซ้ำเติมลูกจ้างหากยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้ตามกฎหมาย จึงได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เร่งรัด ติดตามการช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานได้กำหนดเป็นนโยบายและมาตรการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้จัดประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ครั้งที่ 10/2564 ในวันที่ 19 สิงหาคม 2564 ซึ่งมีนายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ได้ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบอนุมัติเงินช่วยเหลือลูกจ้างจำนวน 47 คน เป็นเงินสงเคราะห์จำนวน 586,966 บาท ซึ่งตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึงปัจจุบันคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อนุมัติจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ลูกจ้างแล้วจำนวน 1,504 คน เป็นเงินกว่า 15.7 ล้านบาท

       โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกลไกที่กระทรวงแรงงานจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ใช้แรงงานได้มีเงินค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ จากการถูกเลิกจ้าง ขาดรายได้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งหากลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเลิกจ้างกรณีไม่ได้รับค่าชดเชย หรือสิทธิประโยชน์อื่น เช่น ค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นต้น  สามารถยื่นเรื่องขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครทุกพื้นที่