296807
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
56
411
1355
293422
6971
8046
296807

Your IP: 192.168.2.69
2021-06-24 04:16

ผู้บริหาร

 

          กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีข่าวเกี่ยวกับประเด็น กฎหมายใหม่ สามารถจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานได้ แบบไม่ผิดกฎหมาย ว่าเป็นข่าวเท็จ ยืนยันห้ามนายจ้า ใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงาน

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงกรณี มีผู้เผยแพร่ข่าวทาง Social Media  เกี่ยวกับประเด็น กฎหมายใหม่ สามารถจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานได้ แบบไม่ผิดกฎหมายว่า ประเด็นข่าวดังกล่าวเป็นข่าวเท็จ เนื่องจากไม่มีการแก้ไขกฎหมายให้สามารถจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานได้ ทั้งนี้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นในการต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ จึงได้มอบให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำมากำหนดเป็นนโยบายมิให้มีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และแรงงานในกิจการประมงทะเล ไม่ให้มีการใช้แรงงานในรูปแบบที่เลวร้าย ซึ่งกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดห้ามไม่ให้นายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าทำงาน เป็นลูกจ้างในงานทั่วไป และอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าทำงานในงานประมงทะเล หากฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท จำคุกสูงสุดไม่เกิน 4 ปี ต่อลูกจ้าง 1 คน หรือทั้งปรับทั้งจำ สำหรับเด็กอายุ 15 ปี ถึง 18 ปี จ้างเข้าทำงานได้ โดยนายจ้างต้องแจ้งการจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน         

          อธิบดี กสร. กล่าวฝากเตือนนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากตรวจพบว่านายจ้าง สถานประกอบกิจการใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าทำงาน จะดำเนินคดีกับนายจ้างรายนั้นทันที ทั้งนี้ หากมีผู้พบเห็นการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี สามารถแจ้งได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทร. สายด่วน 1506 กด 3 นอกจากนี้ ยังสามารถสอบถามข้อมูล ข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาด้านแรงงาน และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของกรม ได้ที่ www.labour.go.th หรือที่ช่อง Facebook , YouTube กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน “กสร.ชาแนล เปิดดูเมื่อไหร่ ก็มีเรื่องใหม่ให้ชม”

 

           วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 09.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร “เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน และระดับบริหาร” ในโครงการของขวัญจากใจกระทรวงแรงงาน “รักจากใจ แรงงานไทย สุขใจถ้วนหน้า” ภายใต้ แคมเปญ “ฝึกฟรี มีทักษะ ชนะอุบัติภัย ใส่ใจแรงงาน” โดยมี นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวรายงานว่า การอบรมดังกล่าวกรมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลากรในสถานประกอบกิจการ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงาน และนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนางานด้านความปลอดภัยในการทำงาน จนเกิดผลสัมฤทธิ์ของการลดการประสบอันตรายและโรคเนื่องจากการทำงานลง หรือไม่เกิดขึ้น พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการกิจกรรมความปลอดภัย ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ชวนผู้ผลิตสินค้าประเภทกุ้ง ปลา อ้อย และเครื่องนุ่งห่ม ร่วมระดมสมองจัดทำกรอบแนวทางของสถานประกอบกิจการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ แสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยต่อสหรัฐอเมริกา หวังขอถอดถอนรายการสินค้าออกจากบัญชี Blacklist

           นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจเด็กทำงานในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2561 พบว่า มีเด็กอายุ 5-17 ปี ทั้งหมด 10.47 ล้านคน เป็นแรงงานเด็ก จำนวน 1.77 แสนคน โดยมีการทำงานที่เข้าข่ายงานอันตราย จำนวน 1.3 แสนคน รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นในการต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก หรือแรงงานบังคับ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่สินค้าไทยถูกขึ้นบัญชีจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 5 รายการ ได้แก่ เครื่องนุ่งห่มและกุ้ง (แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ) อ้อยและสื่อลามก (แรงงานเด็ก) และปลา (แรงงานบังคับ) จึงมีนโยบายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เร่งดำเนินการหามาตรการถอดถอนรายการสินค้าดังกล่าวออกจากการถูกขึ้นบัญชี โดยมี เป้าหมายที่จะถอดรายการสินค้าออกจากบัญชีอย่างน้อย 1 รายการ ให้ได้ภายในปี 2565 เพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันสินค้าที่ส่ง ผลกระทบต่อธุรกิจการส่งออกอันเป็นแหล่งรายได้ของประเทศ โดยให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาล ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาสังคมในการแก้ปัญหาแรงงานอย่างเป็นระบบ และยั่งยืน รวมทั้งให้ได้รับการยอมรับในประชาคมโลก

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการดำเนินงานของกรมที่จะแสดงให้สหรัฐอเมริกาประจักษ์ถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ ต้องเกิดจากความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมที่พร้อมจะดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงาน ให้เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ กรมจึงได้เชิญผู้แทนภาคอุตสาหกรรมในสินค้ากุ้ง ปลา อ้อย เครื่องนุ่งห่ม และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้มาร่วมกันระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวปฏิบัติของสถานประกอบกิจการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับในสินค้าดังกล่าว และสรุปให้เป็นกรอบแนวทางดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การพิจารณาในการถอดรายการสินค้าออกจากการถูกขึ้นบัญชี ที่ประเทศไทยได้พยายามดำเนินการอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ให้ปรากฏผลเห็นอย่างก้าวหน้า ชัดเจน และตรวจสอบได้ อันจะนำไปสู่การรักษาตลาด และรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าไทยได้ในที่สุด

------------------------------------------------------

“สุชาติ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงนามในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การจัดสวัสดิการสำหรับสถานประกอบกิจการที่จัดที่พักอาศัยให้กับลูกจ้าง ต้องถูกสุขลักษณะ มีประสิทธิภาพและเหมาะสม   หวังช่วยลดปัจจัยเสี่ยง และลดโอกาสการแพร่ระบาดใหม่ของโรค COVID-19

          นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สวัสดิการแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของลูกจ้าง รวมถึงครอบครัวดีขึ้น ความเอื้ออาทรของนายจ้างโดยการ จัดสวัสดิการแรงงานให้แก่ลูกจ้าง จึงเป็นสิ่งจูงใจให้ลูกจ้างมีขวัญและกำลังใจในการทำงานที่ดี กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มุ่งส่งเสริมให้นายจ้างจัดสวัสดิการที่เหมาะสมให้กับลูกจ้าง เพื่อช่วยเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง การจัดสวัสดิการเกี่ยวกับอาคารที่พักอาศัย ถือเป็นสวัสดิการนอกเหนือกฎหมายกำหนดที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้าง หากอาคารที่พักอาศัยมีสภาพที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ถูกสุขลักษณะ และมีลูกจ้าง พักอาศัยจำนวนมากเกินไป อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรง ดังนั้น จึงได้ลงนามในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การจัดสวัสดิการสำหรับสถานประกอบกิจการที่จัดที่พักอาศัยให้กับลูกจ้าง ในการป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สำหรับนายจ้างที่จัดสวัสดิการที่พักอาศัยให้กับลูกจ้าง ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน เพื่อให้การพักอาศัยของลูกจ้างเป็นไปโดยถูกสุขลักษณะ และเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ลูกจ้างสามารถดำเนินชีวิตและทำงานได้อย่างปกติสุข 

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าว ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 93 (1) แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมีอำนาจหน้าที่เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับนโยบาย แนวทาง และมาตรการด้านสวัสดิการแรงงาน โดยมีสาระสำคัญของลักษณะห้องพักอาศัย อาทิ ขนาดห้องพักอาศัยควรมีขนาดพื้นที่รวมไม่น้อยกว่า 9 ตารางเมตร ความสูงไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร พื้นที่พักอาศัยไม่น้อยกว่า 3 ตารางเมตรต่อ 1 คน มีการจัดระยะห่างของเตียงนอน หลีกเลี่ยงการนอนเตียงเดียวกัน และบริเวณห้องพักในที่พักอาศัยต้องมีประตู หน้าต่าง หรือช่องระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติ และจัดให้มีที่ล้างมือ พร้อมสบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอล์เจลสำหรับทำความสะอาดมือไว้บริการผู้พักอาศัยในบริเวณต่าง ๆ อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ลูกจ้างต้องให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 โดยยึดหลัก D-M-H-T-T ของกระทรวงสาธารณสุขด้วย ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมของประกาศฯ ได้ที่ กองสวัสดิการแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทรศัพท์ 0 2245 6774

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ขอความร่วมมือนายจ้าง สถานประกอบกิจการกำหนดวันหยุดเพิ่มเติมให้ลูกจ้างเป็นกรณีพิเศษ และวันหยุดตามประเพณีเพิ่มเติมในแต่ละภูมิภาคให้สอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และเศรษฐกิจในภาพรวม

         นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ได้กำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ และกำหนดวันหยุดราชการประจำภูมิภาค รวมทั้งการเลื่อนวันหยุดชดเชยวันหยุดราชการ ประจำปี 2564 ซึ่งกำหนดให้วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม 2564 และวันศุกร์ ที่ 24 กันยายน 2564 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ และกำหนดให้วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม 2564 เป็นวันหยุดราชการประจำภาคเหนือ (ประเพณีไหว้พระธาตุประจำปี) วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 เป็นวันหยุดราชการประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ประเพณีงานบุญบั้งไฟ) วันพุธที่ 6 ตุลาคม 2564 เป็นวันหยุดราชการประจำภาคใต้ (ประเพณีสารทเดือนสิบ) และวันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม 2564 เป็นวันหยุดราชการประจำภาคกลาง (เทศกาลออกพรรษา) รวมถึงให้เลื่อนวันหยุดชดเชยวันปิยมหาราชจากวันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2564 เป็นวันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2564 เพื่อเป็นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวอันจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ นั้น

         กสร. จึงขอความร่วมมือนายจ้าง สถานประกอบกิจการภาคเอกชน กำหนดให้วันที่ 12 กุมภาพันธ์ วันที่ 12 เมษายน วันที่ 27 กรกฎาคม และวันที่ 24 กันยายน2564 เป็นวันหยุดเพิ่มเติมให้ลูกจ้างเป็นกรณีพิเศษ และกำหนดวันหยุดตามประเพณีเพิ่มเติมให้ลูกจ้างในแต่ละภูมิภาคโดยให้สอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น รวมถึงในกรณีวันหยุดตามประเพณี (วันปิยมหาราช) หากวันที่ 23 ตุลาคม ตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ของลูกจ้าง นายจ้างอาจตกลงกับลูกจ้างให้ได้หยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณีในวันทำงานถัดไป หรืออาจประกาศให้วันที่ 22 ตุลาคม เป็นวันหยุดเพิ่มเติมได้เพื่อให้ลูกจ้างได้มีวันหยุดต่อเนื่องและสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด เพื่อสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้งนี้นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างในวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างด้วย หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานคร ทั้ง 10 พื้นที่ หรือสายด่วน 1506 กด 3