332306
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
162
234
162
330276
6843
9474
332306

Your IP: 192.168.2.69
2021-10-24 07:31

ผู้บริหาร

     กสร. ชี้แจงสิทธิหน้าที่ของนายจ้าง และลูกจ้างในกิจการที่ได้รับการผ่อนคลายล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 พร้อมเน้นย้ำให้ดำเนินกิจการตามมาตรการและเงื่อนไขตามที่ ศบค. กำหนด เพื่อป้องกัน และยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19)

     นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ได้เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เห็นชอบมาตรการผ่อนคลายล็อกดาวน์จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ซึ่งมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป มีผลให้สถานประกอบกิจการตามข้อกำหนดดังกล่าวสามารถเปิดและดำเนินกิจการได้ เช่น กิจการร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม เป็นต้น ซึ่งนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้กำชับให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดูแลสิทธิประโยชน์ของนายจ้างและลูกจ้างสำหรับกิจการที่ทางราชการผ่อนคลายให้ดำเนินกิจการได้ โดยให้นายจ้างเรียกลูกจ้างมาทำงานตามปกติ หากนายจ้างไม่เรียกให้ลูกจ้างมาทำงาน นายจ้างยังมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้ อาจถือเป็นการเลิกจ้างลูกจ้างโดยปริยาย ซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง สำหรับลูกจ้างมีหน้าที่ต้องไปทำงานตามที่นายจ้างเรียก หากลูกจ้างไม่ไปทำงานโดยไม่ได้ลางาน หรือหยุดงานโดยนายจ้างไม่อนุญาตหรือให้ความยินยอม อาจเป็นการขาดงาน ลูกจ้างอาจถูกลงโทษทางวินัยจากนายจ้างได้ และหากลูกจ้างขาดงาน 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควร อาจถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชย

     อธิบดี กสร. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้นายจ้างดำเนินกิจการตามมาตรการและเงื่อนไขที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้กำหนดไว้ เพื่อเป็นการป้องกัน และยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) และเป็นการสร้างความมั่นใจแก่ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานรวมถึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับบริการหรือผู้บริโภคด้วย

     กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้รับคะแนน 95.59 ระดับดีเยี่ยม จากการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี 2564 จากสำนักงาน ป.ป.ช. สะท้อนการเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นในคุณธรรมตามหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานด้านสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ

     นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและโฆษกกรม (กสร.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ 2564 เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศได้รับทราบถึงสถานะและปัญหาการดำเนินงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กร โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้เข้าร่วมการประเมิน ภายใต้เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน 3 ส่วน ประกอบด้วย 1) การเก็บข้อมูลจากบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐ (IIT) 2) การเก็บข้อมูลจากผู้รับบริการหรือผู้ติดต่อหน่วยงานภาครัฐ (EIT) และ 3) การเปิดเผยข้อมูลทางเว็บไซต์ของหน่วยงาน (OIT) ซึ่งกสร.ได้รับผลประเมินคะแนนอยู่ที่ 95.59 คะแนน ระดับดีเยี่ยม (ระดับ AA) จากประเภทส่วนราชการระดับกรม อยู่ในลำดับที่ 21 จากหน่วยงานส่วนราชการระดับกรมได้รับการประเมินทั้งสิ้น 146 หน่วยงาน ซึ่งถือเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานในระดับสูงมาก สำหรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ถือเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ใช้ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐในทุกมิติ สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพทั้งในด้านการปฏิบัติงาน การให้บริการ และการอำนวยความสะดวกต่อประชาชน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการจัดทำแนวทางการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในปีงบประมาณต่อไปด้วย

     โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเน้นย้ำรื่องการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐที่ดี โดยเฉพาะพัฒนาการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของกรมเพื่อให้ กสร. เป็นหน่วยงานที่มีสุจริตและโปร่งใส รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรให้เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม และเป็นคนเก่ง ทั้งนี้เพื่อพัฒนาและยกระดับการบริหารจัดการของกรมให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริการให้เติบโตอย่างมีสมรรถนะและมีคุณธรรม เป็นที่เชื่อมั่นให้กับผู้ใช้แรงงานและประชาชน ตามหลักการปฏิบัติงานของกรมที่ว่า “กสร. คุ้มครองสิทธิ สุจริต โปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน”

    เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบถุงยังชีพด้วยรักและห่วงใยจากใจกระทรวงแรงงาน จำนวน 1,200 ชุด และไข่ไก่ จำนวน 15,000 ฟอง ให้นายเฉลิม ช่างทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย นายชำนาญ เชิดฉาย รองนายกฯ นายสันติ ปฏิภาณรัตน์ เลขาสมาคมฯ นายปาริชาติ ตันวรัตน์ กรรมการสมาคม เป็นผู้รับมอบ โดยนำสมาชิกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย จำนวน 1,200 คน มารับมอบถุงยังชีพ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ประสบความเดือดร้อนจากโควิด-19 โดยมี นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย ณ บริเวณโถงด้านล่าง อาคารกระทรวงแรงงาน

   

     นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวชี้แจงถึง กรณีที่ทางราชการมีคำสั่งให้ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยที่ลูกจ้างอยู่ในระหว่างใช้สิทธิลา เช่น ลาป่วย หรือ ลาเพื่อคลอดบุตร คาบเกี่ยวกับระยะเวลาที่สถานที่ทำงานถูกทางราชการสั่งปิด ให้ถือว่าลูกจ้างยังมีสิทธิหยุดงานตามจำนวนวันที่ได้ลาไว้แล้วและได้รับค่าจ้างในระหว่างที่ลา เช่น ลูกจ้างใช้สิทธิลาป่วยเพราะติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นจำนวน 30วัน หรือกรณีที่ลูกจ้างใช้สิทธิลาเพื่อคลอดบุตร จำนวน 98 วัน ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งให้ปิดสถานที่ทำงานของลูกจ้างเป็นการชั่วคราว ลูกจ้างก็ยังคงมีสิทธิลาป่วยหรือลาเพื่อคลอดบุตรตามเดิมและมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างนั้น เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลา 30 วันทำงาน หรือ 45 วัน แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามมาตรา 57 หรือมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

     กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานร่วมมือ ILO มุ่งเสริมสร้างศักยภาพพนักงานตรวจแรงงาน ให้มีความรู้ ความสามารถ พร้อมรับมือกับอาชญากรรมในรูปแบบใหม่ พุ่งเป้าแก้ไขปัญหาแรงงานหญิงข้ามชาติ แรงงานทำงานที่บ้าน และแรงงานบังคับ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

     นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวในฐานะโฆษกกรมและประธานเปิดการอบรมพนักงานตรวจแรงงาน จัดโดยความร่วมมือระหว่างองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยให้ความสำคัญแก่แรงงานข้ามชาติหญิง ลูกจ้างทำงานบ้าน แรงงานบังคับ และความรุนแรงและการคุกคามว่า ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ  ซึ่งต้องยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแรงงานในประเทศมีจำนวนไม่เพียงพอ จึงมีความต้องการแรงงานข้ามชาติมากขึ้น ในขณะที่ระบบการนำเข้าแรงงานข้ามชาติไม่สามารถตอบสนองผู้ประกอบการได้ทันท่วงที ก่อให้เกิดปัญหาการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และการบังคับใช้แรงงาน โดยปัญหาดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันเพราะคนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแสวงหาประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานข้ามชาติหญิง ถือเป็นกลุ่มเปราะบางซึ่งเสี่ยงต่อการถูกละเมิด ถูกกระทำรุนแรง ถูกคุกคาม และเลือกปฏิบัติในการทำงาน กระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีเป้าหมายในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ให้หมดไปจากประเทศไทย ได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทำหน้าที่ในการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อปกป้องคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรม ด้วยการพัฒนาศักยภาพพนักงานตรวจแรงงาน ให้มีความรู้ ความสามารถ มีความพร้อมรับมือกับอาชญากรรมในรูปแบบใหม่ อาทิ ปัญหาการปฏิบัติต่อแรงงานหญิงข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และการบังคับใช้แรงงานที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้พนักงานตรวจแรงงานในฐานะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

     โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดอบรมในครั้งนี้ กรมได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้งหมด 5 รุ่น รุ่นละ 50 คน รวมจำนวน 250 คน โดยมุ่งหวังพัฒนากระบวนการทำงานของพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ในทุกมิติ และส่งผลให้แรงงานข้ามชาติได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรง การคุกคาม มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานต่อไป