296820
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
69
411
1368
293422
6984
8046
296820

Your IP: 192.168.2.69
2021-06-24 04:40

ผู้บริหาร

 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานชี้แจงข้อกฎหมายประเด็น พนักงานรักษาความปลอดภัยพ้นสภาพการจ้างงานเนื่องจากถามค่าแรงในวันหยุดกับนายจ้าง ว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมชี้แจงสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

    นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ชี้แจงประเด็นพนักงานรักษาความปลอดภัยพ้นสภาพการจ้างงานทันทีโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เนื่องจากถามค่าแรงในวันหยุดกับนายจ้าง ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายที่ใช้คุ้มครองดูแลสิทธิและหน้าที่ของทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง การที่ลูกจ้างสอบถามค่าแรงของตนเองในการทำงานในวันหยุดนั้น ไม่ได้เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่นายจ้าง ไม่มีเหตุอันสมควรที่ถูกเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง ตามมาตรา 17/1 และอาจเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ในส่วนของค่าชดเชย เนื่องจากลูกจ้างยังทำงานติดต่อกันไม่ครบ 120 วัน จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากนายจ้าง ตามมาตรา 118 และข้อสงสัยที่ว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดเป็น 2 เท่า ช่วงวันหยุดสงกรานต์ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ลูกจ้างทุกประเภทไม่ว่า
จะเป็นลูกจ้างรายวัน รายเดือน หรืออยู่ระหว่างการทดลองงาน มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีที่นายจ้างประกาศกำหนดไว้ ตามมาตรา 56 (2) หากนายจ้างให้ลูกจ้างมาทำงานในวันหยุดดังกล่าว ลูกจ้างยังมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มอีก 1 เท่า ตามมาตรา 62 (1) รวมกับค่าจ้างที่ต้องได้อยู่แล้วเป็น 2 เท่า

    อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเด็นที่บริษัทอ้างถึงระเบียบข้อบังคับในการทำงานว่า ต้องทำงานครบ 120 วัน จึงจะได้รับค่าจ้างเป็น 2 เท่านั้น ไม่ได้มีการกำหนดไว้ในข้อกฎหมายแต่อย่างใด ข้อบังคับในส่วนนี้จึงใช้บังคับมิได้ จากกรณีนี้ทั้งตัวลูกจ้างและนายจ้างอาจไม่เข้าใจข้อกฎหมายที่ถูกต้อง จนทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในทางปฏิบัติ ดังนั้น หากมีข้อสงสัยด้านกฎหมายแรงงาน หรือต้องการขอคำปรึกษา หรือลูกจ้างประสงค์ยื่นคำร้องเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานต่อพนักงานตรวจแรงงาน สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทรสายด่วน 1506 กด 3 และช่องทางยื่นคำร้องอิเล็กทรอนิกส์ eservice.labour.go.th

 

กระทรวงแรงงานเตือนนายจ้างในกิจการขนส่งทางบกร่วมดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน ห้ามให้ลูกจ้างขับขี่ยานพาหนะเกินวันละ 8 ชั่วโมง OT ไม่เกิน 2 ชั่วโมง และต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด ด้านลูกจ้างต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม มีสติ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

   นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวันพบว่าเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตจำนวนมาก สร้างความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินมิอาจประเมินค่าได้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ขับรถด้วยความเร็ว ประมาท พักผ่อนน้อย และเสพยา ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้มีวันหยุดต่อเนื่องระหว่างวันที่ 10 – 15 เมษายน 2564 รวม 6 วัน ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทำให้พนักงานขับรถต้องทำงานหนักมากขึ้น จึงฝากเตือนไปยังนายจ้าง สถานประกอบกิจการประเภทขนส่งทางบกกำกับดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน และหากพบไม่ปฏิบัติตามกฎหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดำเนินคดีในอัตราโทษสูงสุด

   ด้านนายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ระบุให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้าง โดยทำงานได้ไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง หากทำงานล่วงเวลาต้องไม่เกิน 2 ชั่วโมง โดยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หลังจากที่ลูกจ้างขับรถมาแล้ว 4 ชั่วโมง ต้องมีเวลาพักผ่อนติดต่อกันอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และในวันถัดไปห้ามให้ลูกจ้างเริ่มทำงานก่อนครบเวลา 10 ชั่วโมง หลังสิ้นสุดการทำงานของวันที่ล่วงมาแล้ว ทั้งนี้ งานในกิจการประเภทขนส่งทางบก โดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะ ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร รวมไปถึงผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ มีสติตลอดเวลา ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และต้องไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและขณะขับรถ

 

       กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เชิดชู 32 ผู้หญิงแกร่งทำงานฝ่าฟันวิกฤตในยุค Covid-19 พร้อมมอบโล่รางวัล “สตรีทำงานดีเด่น” เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2564 หวังให้สตรีทำงานใช้เป็นต้นแบบในการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อพัฒนาศักยภาพตนเอง และนำไปสู่การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน


       นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวในฐานะประธานเปิดงานวันสตรีสากล และมอบโล่รางวัลสตรีทำงานดีเด่น ประจำปี 2564 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นกรุงเทพมหานคร ว่า องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสตรีสากล และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกจัดกิจกรรมเพื่อร่วมเฉลิมฉลองและรำลึกถึงการต่อสู้ของสตรี เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม ความเสมอภาค สันติภาพ และการพัฒนา รวมถึงการทบทวนความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านสิทธิสตรี กระทรวงแรงงาน ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานสตรีมาโดยตลอด ซึ่งจะเห็นได้จากการกำหนด การคุ้มครองสิทธิของแรงงานสตรีไว้เป็นการเฉพาะในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และส่งเสริมการจัดสวัสดิการนอกเหนือกฎหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานสตรีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนให้สตรีได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ได้รับสิทธิประโยชน์จากการจ้างงาน มีความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงาน โดยในวันสตรีสากลของทุกปี ได้คัดเลือกสตรีที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เป็นผู้ที่มุ่งมั่นทำงานจนประสบความสำเร็จในอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต Covid-19 จึงพิจารณามอบโล่รางวัล “สตรีทำงานดีเด่น” เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ ให้เป็นแบบอย่างกับสตรีทำงานคนอื่น ๆ ได้ตระหนักถึงคุณค่าของตน รู้จักพัฒนาความรู้ความสามารถให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม รวมถึงประเทศชาติ

       นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดงาน วันสตรีสากล ประจำปี 2564 นี้ ได้กำหนดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “แรงงานสตรี รวมพลังฝ่าวิกฤต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน” ซึ่งในปีนี้มีสตรีเสนอผลงานเข้ารับการพิจารณา จำนวน 261 คน และได้รับการคัดเลือกจำนวนทั้งสิ้น 32 คน จาก 8 ประเภทรางวัล อาทิ นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร นางอัฌนา พรหมประยูร รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ประเภทสตรีนักบริหารดีเด่น นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประเภทศิลปินสตรีดีเด่น นางพูนทรัพย์ สวนเมือง ตุลาพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ ประเภทสตรีองค์กรพัฒนาเอกชนดีเด่น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการเสวนาโดยวิทยากรที่เป็นสตรีผู้ที่เคยได้รับโล่รางวัลสตรีทำงานดีเด่นปีที่ผ่านมา ได้แก่ นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางสุดฤทัย เลิศเกษม รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ การแสดงนิทรรศการสตรีทำงานดีเด่น และการแสดงผลิตภัณฑ์ของสตรีผู้ประกอบอาชีพอิสระดีเด่น อีกด้วย

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.รง. ย้ำขอความร่วมมือนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการจัดให้ลูกจ้างได้หยุดงานในวันที่ 12 เมษายน 2564 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวการบริโภคสินค้าในประเทศตามนโยบายรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

   นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 กำหนดให้วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจะทำให้มีวันหยุดต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 10 – 15 เมษายน 2564 รวม 6 วัน นั้น จุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว ณ ภูมิลำเนาของตัวเองและร่วมกิจกรรมตามประเพณีนิยมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริโภคสินค้าภายในประเทศมากขึ้นซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล จึงได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานออกประกาศขอความร่วมมือนายจ้างเจ้าของสถานประกอบกิจการกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดให้ลูกจ้างเพิ่มเติมด้วย ทั้งนี้ในการเดินทางกลับภูมิลำเนาขอให้ลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทั่วไปเดินทางด้วยความปลอดภัย ปฏิบัติตัวตามชีวิตวิถีใหม่ และแนวปฏิบัติในการป้องกันโรคตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค COVID 19

นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กสร.ได้ประกาศ ขอความร่วมมือสถานประกอบกิจการจัดให้ลูกจ้างได้หยุดงานเป็นกรณีพิเศษ ในวันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ ทั้งนี้ สถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ประกาศให้เป็นวันหยุดตามประเพณีเพิ่มเติมเพื่อให้ลูกจ้างได้มีวันหยุดต่อเนื่องสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนามีเวลาพักผ่อนและใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างเพียงพอ สิ่งสำคัญในการเดินทางประการหนึ่งขอให้ลูกจ้างและนายจ้างใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะเดินทาง รวมทั้งขอให้วางแผนการเดินทางไปและกลับเพื่อความสะดวกและปลอดภัย

          กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากร ฝึกฝนให้เป็นพี่เลี้ยง(Mentors) แบบมืออาชีพ หวังให้สอนงานบุคลากรที่มีประสบการณ์น้อยกว่า หรือบุคลากรใหม่ ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพ บนพื้นฐานของระบบการพัฒนาบุคลากรอย่างสร้างสรรค์ที่มั่นคง และยั่งยืน

          นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันอัตราการลาออกและการเกษียณอายุของข้าราชการ ในแต่ละปีมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น ทำให้องค์ความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานของบุคลากรเหล่านี้ อาจจะสูญหายไปพร้อมกับตัวบุคคลจนน่าเสียดาย ดังนั้น เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้โดยนำมาพัฒนาให้เกิดเป็นการสอนงานในระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) ที่มีความจำเป็น เนื่องจากเป็นหลักการที่ช่วยส่งเสริม และพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพ ก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต โดยเป็นไปตามกฎระเบียบ ส่งผลให้การดำเนินการขององค์กรเป็นไปอย่างราบรื่น สอดรับกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง มีความต้องการให้บุคลากรในสังกัดกระทรวงแรงงานได้มีความเป็นพี่ เป็นน้องกัน มีน้ำใจช่วยเหลือกันทั้งในเรื่องงาน และความสัมพันธ์ส่วนตัว กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงได้จัดทำหลักสูตร การสร้างและพัฒนาการสอนงานและการเป็นพี่เลี้ยงของกรมขึ้น จำนวน 2 รุ่น เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากรกรมในด้านการสอนงาน แนะนำ และการเป็นพี่เลี้ยงที่มีคุณภาพ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ในแต่ละภารกิจของกรมได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อช่วยให้บุคลากรใหม่สามารถเรียนรู้และปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว ลดความผิดพลาดในการทำงาน รวมทั้งมีความรู้ ความเข้าใจในวัฒนธรรมองค์กร ลักษณะการทำงานร่วมกัน และนำไปสู่การมีทัศนคติที่ดีต่อกรม

          อธิบดี กสร. กล่าวต่อว่า ผู้เข้าอบรมเป็นข้าราชการของกรม ประเภทวิชาการตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ จนถึง ชำนาญการพิเศษ ในสังกัดทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมจำนวนทั้งสิ้น 86 คน ใช้เวลาอบรมรุ่นละ 5 วัน อย่างเข้มข้นด้วยรูปแบบการบรรยายและฝึกปฏิบัติ ฝึกฝนให้เป็นพี่เลี้ยงแบบมืออาชีพ และออกไปทำหน้าที่สอนงาน เป็นที่ปรึกษาให้กับน้องใหม่ หรือผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่าด้วยความมั่นใจ จนทำให้ผู้ที่ได้รับการสอนงานเกิดทักษะการทำงานที่ดีขึ้น อันจะส่งผลให้เกิดความรัก ความผูกพันในองค์กร เนื่องจากได้รับความช่วยเหลือ การสอนงาน การสนับสนุน ทั้งการมีความรู้สึกไว้ใจ และเป็นมิตรกับผู้ฝึกสอน หรือผู้บังคับบัญชา ตลอดจนหากมีข้อผิดพลาด ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดร่วมกันช่วยแก้ไขปัญหา และในที่สุดก็จะเกิดการพัฒนาในระบบราชการไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป

------------------------------------------------------

**กสร. คุ้มครองสิทธิ พัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน**