332282
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
138
234
138
330276
6819
9474
332282

Your IP: 192.168.2.69
2021-10-24 06:50

ผู้บริหาร

     กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานชี้แจงข้อสงสัยกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุมีครรภ์ ถือว่านายจ้างมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     นางโสภา เกียรตินิรชา โฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า ตามที่มีข่าวกรณีลูกจ้างหญิงร้องเรียนว่า นายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุมีครรภ์ และนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นั้น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้มอบหมายให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนนทบุรี (สสค.นนทบุรี) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (สรพ.5) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 ว่าบริษัทเลิกจ้างเพราะเหตุมีการตั้งครรภ์ และลูกจ้างผู้ร้องมีความประสงค์เรียกร้องเงินตามกฎหมาย ได้แก่ ค่าจ้างจากการทำงาน ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยสรพ.5 ได้ส่งคำร้องให้ สสค.นนทบุรี ดำเนินการเนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานประกอบกิจการ โดยพนักงานตรวจแรงงานได้สอบข้อเท็จจริงในส่วนของลูกจ้างและรวบรวมหลักฐานเอกสารและจะเรียกนายจ้างมาให้ข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการต่อไป หากปรากฏว่านายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุมีครรภ์จริง ถือว่านายจ้างกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ที่ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ พนักงานตรวจแรงงานจะมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชย ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามและไม่นำคดีขึ้นสู่ศาลถือว่านายจ้างได้กระทำความผิดอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย

     โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายคุ้มครองแรงงานได้กำหนดให้นายจ้างต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างหญิงมีครรภ์เป็นพิเศษ ได้แก่ การกำหนดลักษณะงานบางประเภทที่ห้ามมิให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงาน เช่น งานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกิน 15 กิโลกรัม หรืองานที่ทำในเรือ เป็นต้น รวมไปถึงการกำหนดห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างหญิงซึ่งมีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 06.00 น. เนื่องจากหญิงมีครรภ์ต้องได้รับการพักผ่อนในเวลาที่เหมาะสมและเพียงพอ และต้องไม่ให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด เว้นแต่จะเป็นกรณีที่ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ งานธุรการ หรืองานเกี่ยวกับการเงินหรือบัญชีนายจ้างอาจจะให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่ไม่กระทบต่อสุขภาพของลูกจ้างหญิงมีครรภ์โดยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป

            กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดพิธีมอบรางวัล Thailand Labour Management Excellence Award 2021 แก่สถานประกอบกิจการที่มีระบบบริหารจัดการด้านแรงงานยอดเยี่ยม ประจำปี 2564 จำนวน 3 แห่ง ที่มุ่งมั่นส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกจ้าง เป็นต้นแบบพัฒนาองค์กร รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 

            เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสถานประกอบกิจการที่มีระบบบริหารจัดการด้านแรงงานยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. 2564 (Thailand Labour Management Excellence Award 2021) ณ ห้องประชุม จอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน โดย นายสุชาติ กล่าวว่า การจัดงานพิธีมอบรางวัลนี้ได้ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อมอบรางวัลให้กับสถานประกอบกิจการที่มีระบบบริหารแรงงานยอดเยี่ยม โดยขอพระราชทานถ้วยรางวัล จำนวน 3 รางวัล จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณ วรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ให้กับสถานประกอบกิจการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ที่ผ่านการคัดเลือกเป็นสถานประกอบกิจการที่มีความมุ่งมั่นในการบริหารแรงงานอย่างเป็นมาตรฐานครบ 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านมาตรฐานแรงงานไทย ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน และด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อเป็นเกียรติยศ และความภาคภูมิใจร่วมกันของนายจ้าง ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ ที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้แรงงาน และสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงานให้เกิดขึ้น จนสามารถเป็นต้นแบบให้กับสถานประกอบกิจการอื่น ๆ นำไปใช้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

 

            นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานประกอบกิจการที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน ประจำปี 2564 จำนวน 3 รางวัล คือ สถานประกอบกิจการขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) จังหวัดชุมพร สถานประกอบกิจการขนาดกลาง ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ศูนย์ปรับปรุงพันธุกรรมกุ้งปะทิว จังหวัดชุมพร และสถานประกอบกิจการขนาดเล็ก ได้แก่ บริษัท กรุงเทพสกรีน จำกัด จังหวัดราชบุรีทั้งนี้ ความร่วมมือร่วมใจในการดำเนินการของทั้ง 3 บริษัทดังกล่าว ส่งผลให้นายจ้างและลูกจ้างมีความสัมพันธ์อันดี ลูกจ้างมีขวัญกำลังใจในการทำงานมีศักยภาพในการทำงาน ทั้งสองฝ่ายสามารถปรับตัวเข้ากับบริบทด้านแรงงาน  ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม และลดข้อขัดแย้งด้านแรงงานที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลดีต่อการประกอบธุรกิจและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

     กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดูแลสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่ประสบภาวะน้ำท่วมจากสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ลูกจ้างที่ไม่สามารถทำงานได้เพราะประสบภาวะน้ำท่วม ไม่ถือเป็นการขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่ หากนายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย

     นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและโฆษกกรม (กสร.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จนส่งผลให้ลูกจ้างไม่สามารถเดินทางเข้าทำงานในสถานประกอบกิจการของนายจ้างได้นั้น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดูแลสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างในพื้นที่ที่ไม่สามารถทำงานได้เพราะประสบภาวะน้ำท่วม การที่ลูกจ้างไม่สามารถเดินทางไปทำงานในสถานประกอบกิจการของนายจ้างได้เพราะเกิดภาวะน้ำท่วมถนนสาธารณะ ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ตามปกติไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง จึงไม่ถือว่าลูกจ้างขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่ นายจ้างจะนำมาเป็นเหตุลงโทษวินัยออกหนังสือเตือนรวมถึงเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ หากนายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย ลูกจ้างที่ประสบปัญหาการเดินทางไม่อาจไปทำงานได้ชั่วคราวควรมีการแจ้งให้นายจ้างหรือหัวหน้างานทราบทันที เพื่อให้นายจ้างได้จัดเตรียมลูกจ้างอื่นทำงานแทน หรือบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่กิจการของนายจ้างด้วย

     โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์การประสบภัยธรรมชาติส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการของสถานประกอบกิจการหลายแห่งซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาข้อขัดแย้งและการเลิกจ้าง การแก้ไขปัญหาแรงงานในภาวะเช่นนี้สมควรที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องพูดคุยกันด้วยเหตุผล ร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความสงบสุขด้านแรงงาน ซึ่งระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขดังกล่าว

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการว่าด้วยความปลอดภัยทางรังสีในสถานประกอบกิจการ ร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มุ่งยกระดับความปลอดภัยทางรังสีในสถานประกอบกิจการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งต่อลูกจ้าง ประชาชน และสิ่งแวดล้อม

     นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยความปลอดภัยทางรังสีในสถานประกอบกิจการ ร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2564 ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand โดยดำเนินการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและการดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยของแรงงานและของประเทศไทยให้ยั่งยืน การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยความปลอดภัยทางรังสีในสถานประกอบกิจการ ร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในครั้งนี้ เพื่อผสานความร่วมมือระหว่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ทั้งด้านวิชาการ ด้านกฎหมาย ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านระบบฐานข้อมูล เพื่อสนับสนุน แลกเปลี่ยนและบูรณาการข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านแรงงานในสถานประกอบกิจการที่ครอบครองและใช้งานวัสดุกัมมันตรังสีและเครื่องกำเนิดรังสี รวมทั้งข้อมูลรายงานการตรวจสอบความปลอดภัยของสถานประกอบกิจการ อีกทั้งการติดตามข้อมูลแนวโน้มการจ้างแรงงาน เพื่อเฝ้าระวังการเลิกจ้างแรงงานและการละทิ้งวัสดุกัมมันตรังสีและเครื่องกำเนิดรังสีในการครอบครอง และทำให้เกิดการแปลงสภาพสารกัมมันตรังสีและเครื่องกำเนิดรังสี ซึ่งจะเป็นอันตรายกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม และด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยและจัดการเหตุฉุกเฉินทางรังสี

     อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการของสองหน่วยงานภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างกัน ในการพัฒนาความปลอดภัยทางรังสีในสถานประกอบกิจการของประเทศไทยในทุก ๆ มิติ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทร 02 448 9128-39 หรือโทรศัพท์สายด่วน 1546 หรือ 1506 กด 3

     กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เตือนนายจ้าง ลูกจ้าง สถานประกอบกิจการดูแลความปลอดภัยในที่ทำงานช่วงฤดูฝน เพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบอุปกรณ์ และขับขี่พาหนะอย่างปลอดภัย

     นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและโฆษกกรม (กสร.) กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ทำให้มีฝนฟ้าคะนอง พายุลมแรง และอาจมีฝนตกหนักเป็นระยะ ในบางพื้นที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความเป็นห่วงลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ที่อาจได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติในช่วงนี้ จึงได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานย้ำเตือนสถานประกอบกิจการที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่อาจได้รับผลกระทบให้เพิ่มความระมัดระวัง และดูแลความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน และความปลอดภัยของลูกจ้าง เพราะอาจเกิดเหตุความไม่ปลอดภัย เช่น เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม ทำให้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างทรุดตัวหรือพังทลาย หรือเกิดไฟฟ้ารั่วและดูด รวมไปถึงการขับขี่พาหนะอาจเกิดอุบัติเหตุถนนลื่น เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อตัวลูกจ้างซึ่งอาจได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต รวมถึงเกิดความสูญเสียต่อทรัพย์สินได้

     โฆษก กสร. กล่าวต่อไปว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงขอความร่วมมือสถานประกอบกิจการดำเนินการมอบหมายเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบโครงสร้าง อาคาร สถานที่ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย และตรวจสอบอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่อยู่ในที่โล่งแจ้งให้เกิดความปลอดภัย พร้อมทั้งกำชับให้ลูกจ้างขับขี่พาหนะด้วยความระมัดระวังและตรวจสอบสภาพความพร้อมของรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง