332299
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
155
234
155
330276
6836
9474
332299

Your IP: 192.168.2.69
2021-10-24 07:17

ผู้บริหาร

รมว.แรงงาน เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวเท็จ กรณีมีข่าวในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายใหม่ ระบุว่าสามารถจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานได้ แบบไม่ผิดกฎหมาย ยืนยันเป็นข่าวเท็จ  เตือนนายจ้างห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าทำงาน หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งปรับทั้งจำ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง กรณีโพสต์ข้อความหนึ่งในสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายใหม่ ระบุว่าสามารถจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานได้ แบบไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งกระทรวงแรงงานขอยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวเท็จและขอให้ประชาชนอย่างหลงเชื่อ และแชร์ข้อมูลออกไปอันจะก่อให้เกิดการความเข้าใจผิด เนื่องจากยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายให้สามารถจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานได้ ทั้งนี้กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย จึงได้กำชับให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนำมากำหนดเป็นนโยบายสำคัญในการกำกับดูแลให้ลูกจ้างเด็กได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย มีมาตรการป้องกันการใช้แรงงานเด็ก การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดห้ามไม่ให้นายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าทำงาน เป็นลูกจ้างในงานทั่วไปและงานเกษตรกรรม และอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าทำงานในงานประมงทะเล งานในโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์น้ำ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และในกิจการเกี่ยวกับการแปรรูปสัตว์น้ำ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท ต่อลูกจ้าง 1 คน หรือจำคุกสูงสุดไม่เกิน 4 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ สำหรับเด็กอายุ 15 ปี ถึง 18 ปี จ้างเข้าทำงานได้ โดยนายจ้างต้องแจ้งการจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน 

นายนิยม สองแก้ว อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิแรงงานให้ได้รับความเป็นธรรม ขอย้ำเตือนนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากตรวจพบว่านายจ้าง สถานประกอบกิจการใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด จะดำเนินคดีกับนายจ้างรายนั้นทันที ทั้งนี้ หากมีผู้พบเห็นการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี สามารถแจ้งได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทร. สายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546 และทางสื่อออนไลน์ของกรมทุกช่องทาง

รมว.เฮ้ง สั่ง กสร. เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากบริษัท บริลเลียนท์ อัลไลแอนซ์ ไทย โกลบอล จำกัด จ.สมุทรปราการ กรณีนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชย ย้ำไม่ทอดทิ้งลูกจ้างกลุ่มนี้แน่นอน

นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานชี้แจงถึงกรณีให้ความช่วยเหลือกรณีลูกจ้างบริษัท บริลเลียนท์ อัลไลแอนซ์ ไทย โกลบอล จำกัด ถูกเลิกจ้างจำนวน 1,388 คน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 เนื่องจากนายจ้างปิดกิจการและไม่ได้รับเงินชดเชย ซึ่งก่อนหน้านี้สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท บริลเลียนท์ อัลไลแอนซ์ ไทย โกลบอลฯ ได้เข้ามาพบที่กระทรวงแรงงานเพื่อทวงถามความคืบหน้าในการดำเนินการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งกรณีดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไม่ได้นิ่งนอนใจและเน้นย้ำไม่ทอดทิ้งลูกจ้างกลุ่มนี้แน่นอน ได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเร่งให้ความช่วยเหลือ โดยกระทรวงแรงงานมีคำสั่งให้บริษัทฯ จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 243,537,318.67 บาท ซึ่งบริษัทฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กระทรวงแรงงานจึงได้ดำเนินคดีอาญานายจ้าง ฐานฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ปัจจุบันศาลได้ออกหมายจับกรรมการผู้มีอำนาจแล้วเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 และการดำเนินการแพ่ง พนักงานตรวจแรงงานได้ยื่นฟ้องบริษัทฯ ให้ปฏิบัติจ่ายเงินตามคำสั่งข้างต้นต่อศาลแรงงาน โดยศาลแรงงานนัดพิจารณาวันที่ 18 ตุลาคมนี้ ในส่วนของการดำเนินการช่วยเหลือลูกจ้างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ่ายเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แก่ลูกจ้าง จำนวน 1,231 คน เป็นเงินจำนวน 22,321,856 บาท และสำนักงานประกันสังคม จ่ายเงินประกันการว่างงานแก่ลูกจ้าง เป็นเงินจำนวน 65,540,768 บาท ทั้งนี้กระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้กรมจัดหางานจัดตำแหน่งงานเพื่อรองรับผู้ว่างงานในจังหวัดสมุทรปราการจำนวน 1,834 ตำแหน่ง

นายวรรณรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 และวันที่ 20 กันยายน 2564 สหภาพแรงงานของบริษัท บริลเลียนท์ฯ ได้เรียกร้องให้กระทรวงแรงงาน ขอเงินช่วยเหลือจากงบกลางเพื่อนำมาจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในส่วนที่ขาดอยู่ จำนวน 242 ล้านบาท นั้น กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการประสานสำนักงบประมาณ เพื่อขอคำปรึกษาและขอหารือเพื่อให้การช่วยเหลือลูกจ้างนำเงินงบกลางมาจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งจากการประสานงานภายในสำนักงบประมาณแจ้งว่ากรณีนี้ไม่สามารถนำเงินจากงบประมาณกลางมาใช้ได้ อย่างไรก็ตามกระทรวงแรงงานจะได้เร่งรัดติดตามเพื่อให้ลูกจ้างได้รับเงินตามกฎหมายต่อไป.

     เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่สถานประกอบกิจการที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นต้นแบบโครงการแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 9 แห่ง ณ ห้องประชุม จอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน โดยมี นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน นางอุดมลักษณ์ สอนสารี รองอธิบดี กสร. นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดี กสร. นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองอธิบดี กสร. และผู้บริหารกรม เข้าร่วมงาน กระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดำเนินการคัดเลือกสถานประกอบกิจการต้นแบบโครงการแรงงานพันธุ์ดีฯ โดยในปีนี้ มีสถานประกอบกิจการทั่วประเทศให้ความสำคัญ และเข้าร่วมโครงการจำนวน 99 แห่ง และมีสถานประกอบกิจการที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นสถานประกอบกิจการต้นแบบจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ 1) บริษัท น้ำตาลสระบุรี จำกัด 2) บริษัท เค เอส โมลด์พาร์ท จำกัด 3) บริษัท แกมม่า อินดัสตรี้ส์ จำกัด 4) บริษัท บุญรอดเอเชียเบเวอเรช จำกัด 5) บริษัท ดอยซิลเวอร์แฟคตอรี่ จำกัด 6) บริษัท อีสานพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์ม จำกัด 7) บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด 8) บริษัท กรีนสปอต จำกัด และ 9) บริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้การมอบรางวัลให้แก่สถานประกอบกิจการต้นแบบในวันนี้ จึงเป็นการประกาศเกียรติคุณ ยกย่องและเชิดชูเกียรติให้แก่สถานประกอบกิจการ ซึ่งจะเป็นต้นแบบที่ดีให้กับสถานประกอบกิจการทั่วประเทศ ในการจัดสวัสดิการแรงงานที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกจ้าง ตลอดจนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป

            กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ออกประกาศขอความร่วมมือช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ ลูกจ้างเดินทางมาทำงานไม่ได้ หรือมาสาย ขอให้นายจ้างอนุญาตให้ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่ถือเป็นวันลา และร่วมกันจัดทำแผนฉุกเฉินดูแลสถานประกอบกิจการ

            นายอภิญญา  สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุโซนร้อน “เตี้ยนหมู่” ซึ่งเคลื่อนตามแนวร่องมรสุมเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางส่งผลให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนตกมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ก่อให้เกิดปัญหาอุทกภัยและภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชน สถานประกอบกิจการ นายจ้าง ลูกจ้างได้รับผลกระทบไม่สามารถประกอบกิจการและทำงานได้ตามปกติ ซึ่งนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยต่อลูกจ้าง นายจ้าง สถานประกอบกิจการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมกำชับให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดูแลสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างในพื้นที่ที่ไม่สามารถทำงานได้เพราะประสบภาวะน้ำท่วม เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น กสร. จึงออกประกาศขอความร่วมมือช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 โดยขอความร่วมมือนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้ กรณีที่อยู่อาศัยของลูกจ้างได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติเป็นเหตุให้เดินทางไปทำงานไม่ได้ หรือมาทำงานสาย ขอความร่วมมือนายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่ถือเป็นวันลาหรือเป็นความผิดต่อข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้าง ขอให้นายจ้างจัดทำแผนฉุกเฉินกรณีเกิดภัยธรรมชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเผชิญและแก้ไขสถานการณ์ บรรเทาความเดือดร้อนและความสูญเสีย และขอให้คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของสถานประกอบกิจการ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ได้ร่วมมือปฏิบัติตามแผนฉุกเฉิน ตรวจสอบเกี่ยวกับไฟฟ้า เครื่องจักร อาคารสถานที่ ในสถานประกอบกิจการเพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย

            อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ประกาศฉบับดังกล่าว ยังมีจุดประสงค์ให้คณะกรรมการสวัสดิการ ในสถานประกอบกิจการ ร่วมมือกับนายจ้างในการดูแล และสนับสนุนการจัดสวัสดิการให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง ที่ประสบภัยตามความเหมาะสม และให้เครือข่ายด้านแรงงานติดตามข้อมูลข่าวสารจากลูกจ้าง ผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อแจ้งข้อมูลให้หน่วยงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทราบ และประสานงานเพื่อขอความช่วยเหลือตามความเหมาะสม รวมถึงขอให้นายจ้าง ลูกจ้าง และองค์กรแรงงานปรึกษาหารือร่วมกันในการแก้ไขปัญหา โดยหลักสุจริตใจ เพื่อเสริมสร้างสันติสุขในการบริหารแรงงาน ทั้งนี้ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่ประสบภัย เร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว รวมทั้งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และขอให้นายจ้าง ลูกจ้าง แสดงความเห็นอกเห็นใจกันเพื่อให้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ คลี่คลายและผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยดี

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานร่วมกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ประเทศไทยจัดทำคู่มือสำหรับภาคธุรกิจวิธีไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานภายใต้กฎหมายแรงงานไทย สนับสนุนการปฏิบัติ ตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGP) รวมถึงมาตรการในการยกระดับการเข้าถึงการแก้ไขเยียวยาสำหรับแรงงานทุกสัญชาติรวมไปถึงแรงงานข้ามชาติ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน     

นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีและโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ร่วมกับ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ประเทศไทย จัดทำคู่มือสำหรับภาคธุรกิจวิธีไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานภายใต้กฎหมายแรงงานไทย เพื่อส่งเสริมบทบาทของนายจ้างและสนับสนุนลูกจ้างให้เข้าถึงกลไกการร้องทุกข์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมทั้งผลักดันให้ภาคธุรกิจตระหนักในบทบาทของตนเองในการเคารพกฎหมายแรงงาน อันเป็นสิ่งจำเป็นในการสนับสนุนการปฏิบัติตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGP) รวมถึงมาตรการในการยกระดับการเข้าถึงการแก้ไขเยียวยาสำหรับแรงงานทุกสัญชาติรวมไปถึงแรงงานข้ามชาติ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมภาคธุรกิจในการยกระดับแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติให้ได้รับการดูตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยมอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทำหน้าที่ในการผลักดันสนับสนุนผู้ว่าจ้างไทย เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ล่าม และพนักงานในบริษัท  ที่ทำงานกับแรงงานข้ามชาติโดยตรงในการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิทธิแรงงาน รวมถึงการทำความเข้าใจและการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมในการดำเนินงานทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น

โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายของแรงงานข้ามชาติเกือบ 4 ล้านคน ทั้งจากประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมียนมา และเวียดนามซึ่งต่างช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยคู่มือสำหรับภาคธุรกิจวิธีไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานภายใต้กฎหมายแรงงานไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนให้แรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติได้รับทราบข้อมูลพื้นฐานภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายแรงงาน ส่งผลให้การรวมกันของแรงงานที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันโดยได้รับการคุ้มครอง มีสภาพการจ้าง และสภาพการทำงานที่ดี ได้รับการยอมรับและเคารพในสิทธิมนุษยชน มีขวัญกำลังใจในการทำงาน และรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า นำมาซึ่งความร่วมมือในการพัฒนาให้องค์กรเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยสถานประกอบกิจการภาคธุรกิจสามารถประสานรับข้อมูลได้ที่ https://publications.iom.int หรือ Facebook IOM Thailand